กนช.เคาะให้ส่วนราชการลดการใช้น้ำลง10% ขณะที่กรมน้ำฯขอทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดน้ำ
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ แถลงผลประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ว่า นายกฯกำชับในที่ประชุมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาโดยนำแผนยุทธศาสตร์น้ำ 6 เรื่องตามที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์เรื่องน้ำ ที่มีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และได้ส่งแผนทั้งหมดมาถึงกนช.เพื่อดำเนินการต่อ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ เร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาวจนถึงปี 2569 ทั้งนี้นายกฯให้ความสำคัญกับน้ำอุปโภคบริโภค โดยขอให้การประปานครหลวง และกรมชลประทาน ไปศึกษาเรื่องการนำน้ำจากฝั่งตะวันตกมาใช้แทนน้ำเจ้าพระยา โดยเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น นอกจากนั้นให้ตัดน้ำโดยตรงจากเจ้าพระยาลงไปที่สำแร โดยให้กรมชลประทานไปศึกษาว่าจะส่งผลกระทบเรื่องน้ำเค็มหรือไม่ เพื่อลดน้ำที่จะนำมาใช้ผลักดันระบบนิเวศน์ และการหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มให้การประปานครหลวงฝั่งจ.นครนายก และการศึกษาน้ำก้นอ่างในเขื่อนสิริกิตติ์และเขื่อนภูมิพล ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกัน 7,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ว่าจะนำมาใช้ได้หรือไม่ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในการใช้น้ำในภาคกลางและปริมณฑล ทั้งนี้เป้าหมายของยุทธศาสตร์ ต้องให้มีประปาหมู่บ้านในส่วนที่ยังขาดกว่า 7,490 หมู่บ้าน ให้ครบทั้งหมดในปี 2560 ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วกว่า 4,456 แห่ง รวมทั้งแผนปรับปรุงซ่อมแซมต่างๆด้วย
นายจตุพร กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบการใช้น้ำของการประปานครหลวง 2 ส่วนคือภาคครัวเรือน 49 เปอร์เซ็นต์ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคราชการ 51 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งภาคราชการใช้ 19 เปอร์เซ็นต์ จึงอยากให้ภาคราชการเป็นตัวอย่างในการลดใช้น้ำลงให้เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นตัวอย่างให้ประชาชน และให้รายงานผลให้หัวหน้าส่วนราชการรับทราบ ต่อไป ขณะที่ราชการบางแห่งที่ต้องให้บริการประชาชน เช่น โรงพยาบาล ต้องดูความเหมาะสมก่อนที่จะปรับลดด้วย เพื่อประหยัดและใช้นำอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้งอนุกรรมการ 2 ส่วน คืออนุกรรมการเรื่องการใช้น้ำ เพื่อติดตามดูว่าแต่ละภาคส่วนใดใช้น้ำอย่างไรปริมาณเท่าใด และอนุกรรมการประชาสัมภันธ์ และอนุกรรมการประเมินและติดตามสถานการณ์เรื่องน้ำ โดยนายกฯให้เชิญสถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ให้ออกมาเป็นภาพเดียวกันเพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนต่อไป
“การขอความร่วมมือใช้น้ำจะของทุกภาคส่วน ภาคประชาชน ภาคเกษตร ปรับตัวในการใช้น้ำ และลดใช้พลังงานทุกประเภทนั้น ถือว่าจำเป็นเพราะไทยและทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศค่อนข้างมาก ดังนั้นการปรับตัวเพื่อรับกับสิ่งต่างถือว่ามีความสำคัญ ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็ต้องขอความร่วมมือเช่นกัน ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าภาคอุตสาหกรรม นำรายได้เข้าประเทศด้วย อย่างไรก็ตามการเยียวยาภาคการเกษตรอยู่ระหว่างการสำรวจของกระทรวงมหาดไทย จึงยังไม่พูดถึงเรื่องเงินเยียวยาแต่อย่างใด ”อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ระบุ

