ชาวนาเมืองกรุงเก่าถอดใจน้ำตาคลอหลังหยุดสูบน้ำปล่อยข้าวตายคานา เตรียมทำพิธีขมาแม่โพสพ หวังรัฐช่วยเยียวยาภัยแล้ง
เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่19 กค ผู้สื่อข่าว ออกสำรวจพื้นที่เพาะปลูกข้าว ที่ ม.1 ต.บางพระครู อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากมีการงดสูบน้ำจากคลองส่งน้ำเข้านา พบว่ามีชาวนาหลายรายพากันเดินไปดูที่นาของตนเองด้วยความหดหู่ เนื่องจากพบว่าเครื่องสูบน้ำที่ทางชลประทานและภาคเอกชนที่ก่อนหน้านี้ได้สูบน้ำจากแม่น้ำลพบุรี เข้าสู่คลองส่งน้ำบางพระครู กระจายไปยังที่นาของเกษตรกร ปรากฏว่าในวันเดียวกันนี้ ได้หยุดสูบน้ำแล้ว เนื่องจากทางราชการขอความร่วมมือในการสูบน้ำจากแม่น้ำลำคลองเข้าสู่ที่นา ทำให้ชาวนาหลายคนพากันหมดหวัง เดินเก็บต้นข้าวที่ยืนตายแล้ว เนื่องจากน้ำยังเข้าไปถึงที่นา
นายสวัสดิ์ เนตรขำ อายุ 70 ปีอยู่บ้านเลขที่ 169 ม 1 ต.บางพระครู อ.นครหลวง เปิดเผยว่าตนทำนาอยู่ 5 ไร่เศษ และทำนามาทั้งชีวิต ไม่คิดว่าจะเกิดวิกฤตภัยแล้งขนาดนี้ ไม่สามารถสูบน้ำเข้าที่นาได้ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันหลังจากที่มีการตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อช่วยเกษตรกรที่ปลูกข้าวไปก่อนหน้าแล้ว เพียงไม่กี่วันทางราชการก็ขอความร่วมมือให้หยุดสูบน้ำเข้าที่นา ทำให้ที่นาของตนซึ่งอยู่ห่างไกล และดินแตกระแหงมาก ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าว เมื่อมายืนดูแล้วอยากร้องไห้ เพราะเห็นข้าวกำลังยืนรอความตาย ซึ่งตนก็จำเป็นที่จะต้องปล่อยแล้ว
หากฝนไม่ตกลงมาก็คงหมดหวังอย่างแน่นอน ก็คงสูญเงินที่ลงทุนปลูกไป ซึ่งอยากให้ทางรัฐบาลมาช่วยเหลือเยียวยาด้วย อย่างไรก็ตามยังมีที่นาติดกันอีกหลายร้อยไร่ ที่จะต้องปล่อยให้ข้าวยืนตาย ตนกับเพื่อนชาวนาจะรวมตัวกันมาทำพิธีขอขมาแม่โพสพในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากไม่สามารถนำน้ำมาเลี้ยงต้นข้าวได้ และต้องยอมให้ข้าวตายไปต่อหน้าต่อตาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ชาวนายกธงขาวงดสูบน้ำเข้านา ปล่อยกล้าแห้งตาย
วันเดียวกัน ที่จ.นครราชสีมา ปัญหาฝนทิ้งช่วงทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวบ้านโคกแขวน ม.2ต.พันดุง อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา เล่าว่า ที่ผ่านมาชาวนาได้หว่านข้าวแล้วกว่า 900 ไร่ แต่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ
จากการสอบถาม นายพศิษฐ์ ขอนพุดซาสิริโชค ผู้ใหญ่บ้าน โคกแขวน ม.2 กล่าวว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม ชาวนาจะหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้เพื่อต้นกล้าเริ่มเจริญเติบโตในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะเป็นช่วงที่เริ่มมีฝนตก แต่ปีนี้ ชาวนากำลังประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ต้นกล้าที่กำลังเจริญเติบโต เริ่มแห้งตาย เนื่องจากไม่มีน้ำไปหล่อเลี้ยง ซึ่งหากภายใน2สัปดาห์ที่จะถึงนี้ ยังไม่มีฝนตกลงมา ก็คาดว่า ต้นกล้าของชาวบ้านทั้งหมดจะแห้งตายแน่นอน
"ขอความร่วมมือไปยังเกษตรกร ห้ามไม่ให้สูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะในหมู่บ้าน เพื่อลงในแปลงนา หรือทำการเกษตรทุกชนิด เนื่องจากน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาเพื่ออุปโภค บริโภค ก็ไม่เพียงพอ จนทางเทศบาลตำบลพันดุง ต้องนำรถบรรทุกน้ำมาแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว ดังนั้น หากเกษตรกรสูบน้ำไปทำการเกษตรอีก ชาวบ้านกว่า450ครัวเรือน จะได้รับความเดือดร้อน" นายพศิษฐ์ กล่าว





