ตำรวจเชียงใหม่ ยันเอาผิด มือดีโพสต์เฟซบุ๊คมั่ว ตั้งด่านทำจจย.ย้อนซ้อนดับ3ศพ
เกิดอุบัติเหตุรถจจย.ซ้อน3 ซิ่่งย้อนศรทางลอดอุโมงค์ข่วงสิงค์เชียงใหม่ชนกับรถกะบะเข้าอย่างจังดับทันที 3 ราย ส่วนคนขับกะบะปลอดภัยแต่ตรวจพบมีแอลกอฮอล์เกินมาตรฐาน แต่มีผู้ประสบเหตุอัดวิดิโอโฟสต์ผ่านเฟสบุุ๊ค อ้างตำรวจตั้งด่านตรวจเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจนถึงชีิวิตครั้งนี้ในโลกออนไลน์ ด้านร้อยเวรเจ้าของคดี ยันเข้าตรวจที่เกิดเหตุศพผู้เสียชีวิตกระจัดกระจาย ส่อเกิดอันตรายซ้ำ สั่งจนท.นำกรวยตั้งสัญญานเตือน จนหวิดโดนรถผ่านไปมาเกือบชน ลั่นดำเนินคดีอาญากับมือโพสต์ให้ถึงที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากกรณี เมื่อเวลาประมาณ 02.15น.วันที่17 ก.ค.2558 ได้เกิดเหตุรถยนต์กระบะ ชนรถจักรยานยนต์ บริเวณทางลอดอุโมงค์ข่วงสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตคาที่ 3 ศพ ขณะเดียวกันช่วงเช้าวันนี้ได้มีผู้โพสภาพและแชร์ภาพ อุบัติเหตุดังกล่าว และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากในสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยเฉพาะเฟซบุ๊ค โดยผู้ใช้เฟซบุ๊คบางราย เผยแพร่ภาพพร้อมข้อความเชิงตำหนิตำรวจ กล่าวหาว่าตำรวจตั้งด่านตรวจบริเวณอุโมงค์ทางลอด จึงเป็นเหตุให้มีอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิตดังกล่าว
พ.ต.ต. สถิตชัย นิตยวัน พนง.สส.สภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ในกรณีดังกล่าว เมื่อเวลา 02.15 น. ของวันนี้ (17 ก.ค.) ตนได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน มีผู้เสียชีวิตหลายราย บริเวณหน้าอุโมงค์ทางลอดข่วงสิงห์ กลางเมืองเชียงใหม่ จึงไปตรวจสอบ พร้อมกับแพทย์เวร เจ้าหน้าที่กู้ภัย ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะ ทะเบียน 3 กฉ 8861 กรุงเทพมหานคร โดยมีนายไพฑูล หมุนดี อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 27/1 หมู่ 7 ต.ทองเอน อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เป็นคนขับรถยนต์กระบะดังกล่าว ได้ชนรถจักรยานยนต์ ทะเบียน จมล 73 เชียงใหม่ จนรถจักรยานยนต์พังยับเยิน และถูกลากไปไกลเกือบ 100 เมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิตคาที่ 3 รายได้แก่ นายโสฬส จินตะนา อายุ 20 ปี ภูมิลำเนามาจาก จ.ฉะเชิงเทรา และนายเกรียงไกร ศรีวิชัย อายุ 20 ปี ภูมิลำเนามาจาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเกิดวันนี้พอดี ส่วนคนสุดท้าย ยังไม่ทราบชื่อที่อยู่ คาดว่าไปสังสรรค์วันเกิดแล้วขับรถจักรยานยนต์ซ้อน 3 ย้อนศรลงอุโมงค์ เพื่อกลับบ้านก่อนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว
เนื่องจากความแรงของการชน ทำให้ผู้เสียชีวิตกระเด็นไปคนละทิศละทาง บางรายกระเด็นไปอีกฝั่งของถนน ตนจึงขอให้สายตรวจ ตำรวจอาสา และมูลนิธิสยามราษฎร์ และมูลนิธิร่วมใจเชียงใหม่ วางกรวยแสดงสัญญาณแจ้งเหตุ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร และเพื่อตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากในเวลาวิกาล รถสัญจรมักใช้ความเร็วสูงเกรงว่าจะเกิดความอันตรายต่อผู้ปฎิบัติหน้าที่ แต่กระนั้นก็ยังมีรถยนต์บางคันได้ฝ่าสัญญาณดังกล่าว จนชนกรวยกั้นและเกือบชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 ราย โดยได้มีการหยุดรถดังกล่าว และตรวจวัดแอลกอฮอล์คนขับ พบว่ามีแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมตามกฎหมายกำหนด และได้จับกุมดำเนินคดีแล้ว 1 ราย
ทั้งนี้ จากการสอบสวนนายไพฑูล หมุนดี อายุ 38 ปี คนขับรถยนต์กระบะ ทราบว่า ได้ขับรถยนต์กระบะมาจากแยกรินคำฝั่งห้างเมญ่า ผ่านชุมชนเจ็ดยอด มาตามถนนซูเปอร์ไฮเวย์ มุ่งหน้า เพื่อจะลอดอุโมงค์ข่วงสิงห์ ขณะที่กำลังจะลอดอุโมงค์ ได้มีรถจักรยานยนต์ขี่ย้อนศรจากในอุโมงค์เข้ามาหาทำให้พุ่งชนเต็มแรง ขณะที่ตนอยู่ในเลนปกติซึ่งขับด้วยความเร็วสูง รวมทั้งขณะเกิดเหตุมีฝนลงเม็ด ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน จึงเบรกห้ามรถไม่ทัน เป็นเหตุให้เกิดการชนคนขี่จักรยานยนต์และมีผู้ซ้อนท้ายทั้ง 3 คนเสียชีวิตทั้งหมด
อย่างไรก็ตามจากการตรวจวัดแอลกอฮอล์ พบว่านายไพฑูล มีแอลกอฮอล์เกินมาตรฐานเช่นกัน ในเบื้องต้นจึงมีการตั้งข้อหาดื่มสุราขณะขับรถไว้ก่อน ขณะที่ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิตถึง 3 รายนั้น ยืนยันว่าจะได้มีการสืบสวน อำนวยความยุติธรรม ตามพยานหลักฐาน และกฎหมายให้เป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายให้ดีที่สุด
ส่วนกรณี ที่มีบุคคลนำภาพถ่ายในที่เกิดเหตุดังกล่าว ไปลงในเฟซบุ๊ค และสื่อต่างๆ กล่าวหาว่าตำรวจช้างเผือกตั้งด่านทางลอดข่วงสิงห์ เป็นเหตุให้มีคนตาย 3 ศพ และมีผู้แชร์ภาพรวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก นั้น ถือว่าเป็นการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ เนื่องจากในบริเวณที่เกิดเหตุไม่เคยมีการตั้งด่านตรวจสกัด และในบริเวณทางลอดอุโมงค์เป็นจุดอันตรายต่อการสัญจรที่ไม่สามารถตั้งจุดตรวจได้ไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น
ขณะที่จุดตรวจสกัดเมาแล้วขับ ที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลลานนา ได้ยุติการตั้งด่านตั้งแต่เวลา 01.00น. แล้ว อุบัติเหตุดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวกับการตั้งด่านของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ซึ่งอย่างไรก็ตามการที่มีผู้เผยแพร่ข้อมูลเป็นเท็จดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายเป็นการนำเข้าข้อความทางคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ มาตรา 14(1)(5) ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน หากพบการกระทำผิดจริง จะดำเนินคดีอาญากับผู้เผยแพร่ให้ถึงที่สุดต่อไป ดังนั้นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์ค ควรตั้งสติ ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเผยแพร่หรือแชร์ข้อความทุกครั้ง เพราะย่อมมีผลกระทบต่อผู้อื่นเสมอ





