วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กทม.เปิดเสวนาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม หนุนโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ

กทม.เปิดเสวนาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เร่งแก้ปัญหาขยะล้น หนุนโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ สร้างบ้านประหยัดพลังงาน

ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัฒน์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(ผู้ว่าฯกทม.) เปิดงานเสวนาหัวข้อเรื่อง หนทางแก้วิกฤต ลดมลพิษใน กทม. เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร โดยมีพ.อ.ชาติวัฒน์ คงอุทัยสกุล ผู้อำนวยการกิจกรมพิเศษ กรมราชองครักษ์ นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม และนายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรม พลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมการเสวนา

นางสุวรรณา กล่าวว่า ปัจจุบันในกรุงเทพฯ มีการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซน์ และมีขยะเป็นจำนวนมากจึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งทั้งหมดนี้มนุษย์เป็นต้นเหตุของปัญหา โดยจากการเก็บสถิติจำนวนขยะที่เก็บได้ตั้งแต่ปี 2528 พบว่าจำนวนขยะมีมากขึ้นเรื่อยๆ กทม.จึงได้จัดโครงการเพื่อทำให้จำนวนขยะลง โดยการคัดแยกขยะบางส่วนมาใช้ประโยชน์ บางส่วนฝังกลบ และหมักทำปุ๋ย โดยร่วมกับประชาชน อาทิ โครงจัดการขยะร่วมกับชุมชน การคัดแยกขยะอย่างเต็มระบบ ซึ่งขณะนี้กำลังทดลองใช้ที่สวนจัตุจักร ซึ่งก็ได้ผลตอบพอสมควร ส่วนการหมักทำปุ๋ยตามโรงเรียน หากผู้อำนวยการโรงเรียนให้ความสำคัญ พบว่าสามารถงบประมาณในการกำจัดขยะได้

นางสุวรรณา กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดการน้ำเสียยังมีระบบจัดการไม่เพียงพอ แม้ปัจจุบันจะมีการใช้ระบบไหลเวียนน้ำเพื่อกำจัดน้ำเสีย โดยมีโรงบำบัดน้ำเสียอีก 7 แห่งที่คอยแก้ปัญหาอยู่ ขณะที่ปัญหามลพิษทางอากาศ ปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก แม้จะมีจำนวนลดลงนต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แต่การหายใจเข้าไปทุกวันก็ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพอยู่ดี ด้านปัญหาควันดำ จากการสุ่มตรวจ พบว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่วนปัญหาพื้นที่สีเขียวต่ำกว่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่า ต้องมีพื้นที่สีขียวในเมือง 9 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งปัญหานี้ผู้ว่าฯกทม.มีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวย่างต่อเนื่อง คิดว่าอีกไม่นานจะทำได้ตามมาตรฐาน

ด้านนายพิชัย กล่าวว่า โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างแน่นอน ตนมองว่าขยะเป็นทรัพยากรที่มีประโยชน์ และเรื่องขยะเป็นภาระของกทม.อยู่แล้ว ในหนึ่งวันกทม.ผลิตขยะออกมา 1-1.2 พันตันต่อวัน ขยะจำนวนนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 250 เมกะวัตต์ ซึ่งไฟฟ้าจำนวนนี้ที่จังหวัดเพชรบุรีสามารถใช้ได้อย่างเพียงพอ

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน ถือว่าประเทศไทยดีกว่า เพราะประเทศอื่นยังไม่สามารถจัดการขยะได้เท่าประเทศไทย ซึ่งโครงไฟฟ้าพลังงานขยะไม่จำเป็นต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ได้ เพียงแค่ประชาชนยอมรับก็สามารถดำเนินการได้ 

“เรื่องขยะก็เป็นวาระปฏิรูปเช่นกัน หากเป็นไปได้ก็อยากไห้รัฐบาลใช้มาตรา 44 เข้ามาช่วย ส่วนกรณีที่บางจังหวัดมีการคัดค้านโรงไฟฟ้าพลังขยะนั้น อาจป็นเพราะโรงไฟฟ้าดังกล่าวอาจจะเผาขยะแบบไม่แยกขยะ รวมทั้ง บางจังหวัดอาจมีจำนวนขยะไม่เพียงพอต่อการนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง ดังนั้นต้องดูว่าพื้นที่ไหนเหมาะที่จะสร้างโรงฟ้าด้วย” นายพอชัย กล่าว

ด้านพ.อ.ชาติวัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยใช้พลังงานในประเทศแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ของการใช้พลังงาน ที่เหลือเป็นการซื้อทั้งหมด คนไทยอยู่ในภาวะใช้พลังงานนอย่างเศรษฐี เพราะประเทศไทยยังไม่เคยมีวิกฤติการทางพลังงาน แต่อาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้าเนื่องจากปัจจุบันอัตราการใช้และการผลิตมีจำนวนไม่ต่างกัน หากเกิดวิกฤตบ้านเรือนต้องได้รับผลกระทบแน่นอน สถานที่ราชการมีการใช้พลังงานมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของการใช้พลังงานในกรุงเทพฯ ขณะเดียวกัน การออกแบบอาคารในประเทศเป็นการออกแบบเกินความจำเป็น ทำให้ต้องใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็น

“ที่ผ่านมา ผมได้อยู่ในทีมที่สร้างอาคารสีเขียวตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งอาคารหลังนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานน้อยกว่าอาคารทั่วไปถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสิ่งที่กทม.พอจะใช้แก้ปัญหาพลังงานได้คือ การออกแบบอาคารให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและสภาพพื้นที่ ส่วนตัวมองว่าบ้านไทยสมัยก่อนเป็นการสร้างบ้านที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด” พ.อ.ชาติวัฒน์ กล่าว