วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ครุศาสตร์จุฬาฯ' เผยผลวิจัยเด็กไทยไม่มีความสุขในการเรียน

คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เผยผลสำรวจ “นิสัยการเรียน” เด็กไทย พบเด็กไม่มีความสุขหรือสนุกกับการเรียน ชี้มีปัญหาความเร็วในการอ่านมากที่สุด

ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะครุศาสตร์ ครบรอบ 58 ปี และแถลงข่าวเปิดโครงการ Education Watch พร้อมเผยผลสำรวจ “นิสัยการเรียน” ของเด็กไทย โดย รศ.ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โครงการ Education Watch เป็นความร่วมมือระหว่างคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และเครือข่ายนักวิจัยของมหาวิทยาลัยในภูมิภาค โดยได้ทำการสำรวจนิสัยการเรียนของนักเรียนไทย จำนวน 3,231 คน ใน 5 ภาคคือภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร และสำรวจนิสัยการเรียน 8 องค์ประกอบ ได้แก่ นิสัยการเรียนด้านการจัดเวลา สมาธิ การจดบันทึก ความเข้าใจในการอ่าน การเตรียมตัวสอบและการสอบ ความเร็วในการอ่าน ทักษะการเขียน และการจัดการความกังวลในการสอบ

ผลการสำรวจสรุป พบว่า 1.นักเรียนร้อยละ 30 ขึ้นไป มีปัญหานิสัยการเรียนทั้ง8 ด้าน โดยนักเรียนมีปัญหาความเร็วในการอ่านมากที่สุด รองลงมาความเข้าใจในการอ่าน การเตรียมตัวสอบ และการจัดการเวลาในการเรียน การไม่ทบทวนสิ่งที่เรียนในแต่ละวัน การทำคะแนนได้ไม่ดีทั้งที่คิดว่าตนเองเข้าใจเรื่องนั้นแล้ว และการจำในสิ่งที่อ่านไปไม่ค่อยได้ รวมทั้งการเตรียมตัวสอบตามยถากรรมในคืนก่อนสอบ และการหลงประเด็นขณะอ่านหนังสือ 2.นักเรียนชายยังมีปัญหานิสัยในการเรียน สูงกว่านักเรียนหญิง ทั้งด้านการจดบันทึกทักษะการเขียน การจัดการเวลาในการเรียน และสมาธิในการเรียน 

3.นักเรียนมัธยมศึกษามีปัญหานิสัยในการเรียนสูงกว่านักเรียนประถมศึกษา โดยลักษณะนิสัยของนักเรียนมัธยมศึกษามีปัญหามากกว่านักเรียนประถมศึกษามากที่สุดคือด้านความเร็วในการอ่านที่ไม่ได้อย่างที่ต้องการ ใช้เวลากับเรื่องทางสังคมมากกว่าการเรียน การเหม่อลอยหรือง่วงหลับในห้องเรียน และการจัดการความกังวลใจในการสอบ 4.นักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างสูงมีปัญหานิสัยในการเรียนสูงกว่านักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างต่ำในด้านการจัดการความกังวลในการสอบ สมาธิในการเรียน และใช้เวลาทางสังคมมากกว่าเรื่องเรียน และ5นักเรียนในภาคกลางและกรุงเทพฯ มีปัญหานิสัยในการเรียนสูงกว่านักเรียนจากภูมิภาคอื่นอย่างมากในด้านการจัดการเวลาในการเรียน เพราะติดโลกโซเชียล 

“อย่างไรก็ตามผลการสำรวจตอบโจทย์สังคมได้ชัดเจนว่า นักเรียนไทยมีปัญหานิสัยการเรียนจริง เด็กไม่มีความสุขหรือสนุกกับการเรียน เด็กเครียดเรื่องการแข่งขันมากกว่าต้องการมีความรู้อย่างถ่องแท้ ดังนั้น ครูต้องกลับมาทบทวนศึกษาแนวทางหาวิธีการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนไทยในปัจจุบันมากขึ้น”คณบดีครูครุฯจุฬาฯ กล่าวในที่สุด