เรือประมงจอดเทียบท่ากว่าสัปดาห์รายได้หดกว่า350ล้าน นายกสมาคมชาวประมงสุราษฎร์ฯ จี้รัฐแก้ปัญหากลุ่มผู้มีอิทธิพลมืดเรียกเก็บหัวคิวจับสัตว์น้ำ
นายอนันต์ ชูศักดิ์ นายกสมาคมชาวประมง จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่เรือประมงใน จ.สุราษฎร์ธานีกว่า 2,000 ลำได้จอดสนิทมากว่า 1 สัปดาห์แล้วนั้น เพื่อรอการแก้ไขปัญหาเรื่องอาชญาบัตร ยอมรับว่าทำให้สูญเสียรายได้ไม่ต่ำกว่า 350 ล้านบาท โดยใน จ.สุราษฎร์ธานีมีเรือประมงที่ถูกต้องประมาณ 200 ลำ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการลงทะเบียนแรงงานที่ผ่านมามีประมาณ 10,000 คน แต่เนื่องจากแรงงานดังกล่าวเริ่มหันไปใช้แรงงานด้านอื่น เช่นไปเป็นลูกจ้างทั่วไปกันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หยุดออกเรือผู้ประอบการบางรายก็อนุญาติให้แรงงานไปหางานอื่นๆชั่วคราวเพื่อให้มีรายได้ เนื่องจากผู้ประกอบการเองก็แบกรับต้นทุนไม่ไหว ขณะที่แรงงานบางรายใช้โอกาสนี้ลากลับบ้าน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่ส่วนใหญ่ขอกลับประเทศเมียนมาร์ในช่วงนี้ทังนี้ต้องลุ้นหากทุกอย่างคลี่คลายแรงงานเหล่านนี้จะกลับเข้าสู่ภาคการจ้างงานอีกหรือไม่
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า อยากจะฝากไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับการอบรมใบอนุญาตช่างเครื่องเรือที่ระบุ ต้องเป็นคนไทยเท่านั้น อยากให้เปิดกว้างให้รับช่างเครื่องชาวต่างด้าว เพราะปัจจุบันยอมรับว่าช่างเครื่องคนไทยหายากส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานต่างด้าว
ส่วน สถานการณ์อาหารทะเลบางประเภทที่มีขายในท้องตลาดบางส่วนมาจากเรือประมงชายฝั่งซึ่งมีประมาณ 1,000 ลำที่ยังออกทำการประมงได้ในระยะใกล้ ๆ เพียงแต่ราคาอาจจะสูงกว่าปกติบ้างอาหารทะเลบางประเภทอาจจะสูงกว่าที่ผ่านมากิโลกรัมละ 20-30 บาท แต่ไม่ถึงกับขาดแคลน
นายกสมาคมประมงจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวอีกว่า อยากจะฝากไปยังรัฐบาล คสช. ให้ช่วยแก้ไขปัญหากลุ่มอิทธิพลมืดบุกเข้ายึดครอบครองพื้นที่ทางทะเลใน จ.สุราษฎร์ธานี บางโซนที่มีการเรียกเก็บค่าหัวคิวเข้าทำประมงในพื้นที่โซน 4 อีกทั้งมีเรือประมงพื้นบ้านที่ดัดแปลงเรือติดอุปกรณ์เครื่องจักรกล วางลอบหมึกสายยาวกว่า 500 ลูก เรือลอบปูม้ามีความยาว 500-600 ลูก และอวนลอยยาวกว่า 400 พับ เข้ายึดพื้นที่ไม่เคลื่อนย้ายตามกำหนดวันเวลาในข้อตกลงทำให้เรือประมงประเภทอื่นไม่สามารถเข้าทำการประมงได้

