“แซมบ้า” บราซิล ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกโคปา อเมริกา ที่ชิลีไปแล้ว หลังดวลจุดโทษพ่าย
ปารากวัย 3-4 ด้านโค้ชคาร์ลอส ดุงกา อ้างมีนักเตะ 15 คนป่วยจากการติดเชื้อไวรัส ทำให้ทีมไม่สมบูรณ์
ศึกโคปา อเมริกา รอบ 8 ทีมสุดท้ายที่คอนเซปซิออน เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. “แซมบ้า” บราซิล ลงสนามพบกับ ปารากวัย รองแชมป์เก่า โดยเกมนี้ บราซิล ไม่มี เนยมาร์ กองหน้ากัปตันทีมที่ติดโทษแบน ขณะที่ ปารากวัย ขนทีมชุดใหญ่ลงสนามทั้งชุดนำโดย โรเก ซานตาครูซ กองหน้ากัปตันทีม
บราซิล เริ่มเกมได้ดีได้ประตูนำไปก่อนนาทีที่ 14 จากการเข้ายิงระยะ 8 หลาของ โรบินโญ่ กองหน้าวัย 31 ปี แต่ครึ่งหลัง ปารากวัย เดินเกมรุกมาขึ้น และมาได้จุดโทษนาทีที่ 72 ก่อน เดร์ลิส กอนซาเลซ ปีกขวาดาวรุ่งวัย 21 ปี ยิงตีเสมอได้ทำให้จบเกม 90 นาทีที่ 1-1 ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษโดยไม่มีการต่อเวลาพิเศษ
ปรากฏว่า ผู้เล่นบราซิลที่ได้ยิงก่อน แต่ยิงไม่เข้าถึง 2 คนคือ เอเวอร์ตัน ริเบยโร กับ ดักกลาส คอสตา ขณะที่ ปารากวัย ยิงไม่เข้าเพียงคนเดียว ปารากวัย จึงชนะดวลจุดโทษ 4-3 เข้ารอบรองชนะเลิศ เป็นทีมสุดท้าย ไปพบกับ อาร์เจนตินา ต่อไป
หลังการแข่งขัน คาร์ลอส ดุงก้า กุนซือของบราซิล ออกมาอ้างว่าเป็นเพราะในทีมมีผู้เล่นหลายคนที่ติดเชื้อไวรัสในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถซ้อมกันได้อย่างเต็มที่ และในเกมนี้ที่ต้องเล่นด้วยความเร็ว ทำให้ช่วงครึ่งหลังทีมมีอาการแผ่วไป
“มันไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่มีผู้เล่น 15 คนที่ติดเชื้อไวรัสในสัปดาห์นี้ เราต้องจำกัดการซ้อมของพวกเรา เกมวันนี้ซึ่งต้องใช้ความเร็วอย่างมาก นั่นทำให้เราล้าไปในช่วงท้าย พวกเขามีไวรัสในตัว พวกเขาปวดหัว ปวดหลัง บางคนอาเจียน และเราต้องช้าไปในการซ้อมของพวกเราเพราะเรื่องนี้” ดุงก้ากล่าว
อย่างไรก็ตามกุนซือของบราซิลยังมองว่าการเล่นทัวร์นาเม้นต์นี้ เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการสร้างทีมชุดใหญ่ แม้ว่าจะไม่ได้แชมป์ตามที่หวัง แต่ทีมก็ได้เรียนรู้เพื่อสู้ศึกในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียต่อไป





