ปช.8 หารือดึงน้ำดิบจากอ่างฯลำแชะ เสริมน้ำดิบจากอ่างฯลำตะคอง 24 มิ.ย.นี้ หวั่นน้ำไม่เพียงพอผลิตประปา ขณะที่เขื่อนแควน้อย เหลือน้ำใช้อีก50วัน
นายชิตชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่8 นครราชสีมา ได้เปิดเผย ปริมาณน้ำภายในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเขื่อนหลักที่ผลิตน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย อำเภอสีคิ้ว สูงเนิน ขามทะเลสอ เมือง และเฉลิมพระเกียรติ ล่าสุด มีปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่ประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 19% ของความจุเขื่อนทั้งหมด 314.49 ล้านลูกบาศก์เมตร
ซึ่งสถานการณ์ปริมาณน้ำที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ทางชลประทานที่ 8 ก็เตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำการหารือถึงแนวทางการดึงน้ำดิบจากอ่างเก็บลำแชะ ในพื้นที่อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา หลังจากที่ศาลปกครองพิพากษายกฟ้องกรณีชาวบ้านกลุ่มรักษ์ลำแชะฟ้องเทศบาลนครนครราชสีมา ในโครงการสูบน้ำจากเขื่อนลำแชะมาใช้ผลิตน้ำประปาในเขตเทศบาลฯ โดยให้กรมชลประทานเป็นผู้บริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม เพื่อช่วยเสริมปริมาณน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำลำตะคองในช่วงนี้ ซึ่งจะมีการหารือในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 โดยมีนายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธาน
สำหรับปริมาณน้ำดิบที่จะดึงมาจากอ่างเก็บน้ำลำแชะ ในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม ถึง ธันวาคม 2558 โดยสูบผ่านระบบท่อปิดของทางเทศบาลนครนคราชสีมา จำนวน 6 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นในการหารือ ก็เพื่อกำหนดปริมาณน้ำที่จะมีการดึงมาใช้แต่ละวัน เพื่อมาช่วยเหลือปริมาณน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำลำตะคอง นำไปผลิตน้ำประปาในปริมาณที่เพียงพอ แต่จะต้องไม่กระทบกับประชาชนในพื้นที่อำเภอครบุรีด้วยเช่นกัน และเมื่อปริมาณน้ำภายในอ่างเก็บน้ำลำตะคองเพิ่มขึ้นก็จะทำการหยุดดึงน้ำจากลำแชะ ขณะที่ปริมาณน้ำภายในอ่างเก็บน้ำลำแชะล่าสุดมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 102 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 37 เปอร์เซ็นต์ ของความจุ 227 ล้านลูกบาศก์เมตร
เขื่อนแควน้อย เหลือน้ำใช้อีกเพียง 50 วัน
ขณะที่นายสมหวัง ปานสุขสาร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ปัจจุบันเขื่อนมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ประมาณ 134.52 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือเพียงร้อยละ 14 ของความจุตัวเขื่อน จึงมีน้ำที่พร้อมจะระบายเพื่อใช้งานได้อีประมาณ 90 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น ซึ่งหากยังไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนจะมีน้ำเหลือที่จะระบายอีกเพียง 50 วันเท่านั้น ปัจจุบันได้ระบายน้ำออกจากเขื่อนวันละ 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อส่งน้ำให้พื้นที่ในเขตชลประทานแควน้อย 1.5 แสนไร่ ทำการเพาะปลูกไปแล้วกว่า 1.4 แสนไร่ เหลืออีกประมาณ 9,000 กว่าไร่ที่ยังไม่ได้ทำการเพาะปลูก
นอกจากนั้น ต้องน้ำนำลงไปเสริมในลำน้ำน่านด้วย เพื่อให้ลำน้ำน่านมีผลกระทบน้อยที่สุด ในพื้นที่จึงอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากปริมาณน้ำที่มีน้อยกว่าทุกปี แต่จะบริหารจัดการให้พอมีน้ำเหลือให้เกษตรกรใช้หล่อเลี้ยงต้นข้าวเพื่อไม่ให้แห้งตาย
ปัจจุบันน้ำในระบบค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากเกษตรกรต่างจะสูบน้ำเข้าไปเก็บไปไว้ ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปค่อนข้างยาก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือค่อนข้างน้อย เนื่องจากเกษตรกรต่างเกรงว่าจะเกิดความเสียหายกับพื้นที่เกษตรของตัวเองจึงพยายามเก็บน้ำไว้เพื่อใช้หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตร หากปริมาณน้ำลดต่ำจนไม่สามารถที่จะระบายออกไปแล้ว จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในเขื่อน เนื่องจากเมื่อปริมาณน้ำในเขื่อนลดต่ำลงมากว่าจุดที่จะระบายออกได้ ออกซิเจนในน้ำจะลดต่ำลงด้วย ทำให้สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในน้ำขาดออกซิเจนและอาจตายได้ ซึ่งน้ำในส่วนนี้เขื่อนไม่สามารถที่จะนำมาใช้อะไรได้เลยต้องปล่อยไว้จนกว่าจะมีน้ำไหลเข้ามาเขื่อนจึงจะสามารถดำเนินการบริหารจัดการน้ำได้ต่อไป
ขณะนี้ได้ประสานกับศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงให้ช่วยดำเนินการโปรยสารเคมีบริเวณเหนือเขื่อนแควน้อย เพื่อให้เกิดฝนตกและมีน้ำไหลเข้ามาในเขื่อน ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการหลายครั้งแต่เนื่องจากในปีนี้อากาศค่อนข้างแห้งแล้งมาก เมื่อฝนตกลงมาดินจะดูดซับน้ำไว้ทั้งหมด ไม่เหลือไหลลงเขื่อนทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนไม่ได้เพิ่มขึ้น เขื่อนแต่ละแห่งต่างประสบปัญหาเดียวกันทั้งหมด เนื่องจากฝนทิ้งช่วงนานและเกิดความแห้งสูง สำหรับภัยแล้งที่ประสบในปีนี้ถือได้ว่าหนักที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมาตั้งแต่ปี 2552
อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจาก 50 วันนี้ ยังไม่มีน้ำไหลเข้ามาในเขื่อน นอกจากพื้นที่เกษตรกว่า 1.5 แสนไร่ ในจังหวัดพิษณุโลกที่อยู่ในเขตชลประทานของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนจะได้รับผลกระทบแล้ว ยังส่งผลกระทบไปยังประปาชุมชนประมาณ 8 แห่ง ในจังหวัดพิษณุโลกที่อาจจะไม่มีน้ำเพียงพอที่จะใช้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ ขณะนี้กำลังประเมินสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำ หากยังไม่มีฝนตกลงมาและน้ำยังไม่ไหลเข้าเขื่อน อาจจะต้องลดปริมาณการระบายออกมา เพื่อให้ยังพอมีน้ำเหลือระบายได้อีกระยะหนึ่งได้





