วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุรินทร์'ชี้ไทยต้องเร่งฟิตภาษา

“สุรินทร์” ชี้ไทยต้องเร่งฟิตภาษา หากไม่อยากรั้งท้ายอาเซียน เผยการทุจริตในระบบการศึกษาไทยน่าเป็นห่วง

ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จัดการประชุมวิชาการ เรื่องการศึกษาผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการศึกษาของอาเซียนต่อการจัดการศึกษาเอกชนของไทย โดยภายในงานมีการแสดงปาฐกถาพิเศษ ของนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “โอกาสในการลงทุนจัดการศึกษาเอกชนของไทยในประเทศสมาชิกอาเซียน และการเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาเอกชนของไทยสำหรับการเปิดเสรีด้านการศึกษาของอาเซียน”

โดยนายสุรินทร์ กล่าวตอนหนึ่งว่า เรื่องของการศึกษาถือเป็นจุดเริ่มต้นในทุกๆ เรื่อง หากกล่าวถึงระบบการศึกษาของไทยเรื่องที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเรื่องทักษะภาษาต่างประเทศของคนไทย เพราะเราจำเป็นต้องสื่อสารสิ่งต่างๆ ของประเทศ เพื่อแสดงถึงศักยภาพที่ไทยมีและกลุ่มวิชาชีพที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ระหว่างประเทศสมาชิกส่วนใหญ่แล้วเป็นวิชาชีพสายบริการต้องมีการสื่อสารทำความเข้าใจ หากไม่มีทักษะด้านภาษาก็ไม่มีผล ซึ่งภาษาต่างประเทศในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาที่เป็นที่นิยม อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เป็นต้น เพราะตนเชื่อว่าเราทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาเหล่านั้นและมีโอกาสที่จะเข้าถึงได้

แต่ภาษาของประเทศสมาชิกอาเซียนเองก็มีความสำคัญในการช่วยการแข่งขัน ตนทราบมาว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มสมาชิกอาเซียนให้ความสนใจศึกษาในภาษาไทยมากกว่าที่เราจะเข้าไปเรียนรู้ภาษาของเขา แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะบูรณาของด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ แต่ประเทศของเราเองยังรีรอและลังเล รู้สึกว่ายังไม่จำเป็น หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ประเทศไทยจะอยู่ในจุดที่จะคับขันในการเรื่องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนทั้งที่เรามีเวลาในการเตรียมตัวพอกับประเทศอื่นๆ

“หากภาษาอังกฤษของประเทศเราดีขึ้นกว่านี้สัก 25% ผมเชื่อว่าพรุ่งนี้ความสามารถในการแข่งขันของคนไทยจะสูงขึ้นมาก เพราะทุกประเทศยอมรับในแง่ของทักษะ ความรู้ ความสามารถของคนไทยอยู่แล้ว ขาดเพียงการสื่อสารเท่านั้น และประเทศอื่นที่เคยตามหลังเราในอดีต ตอนนี้ก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงจนเกือบจะแซงหน้าเราไปแล้ว รวมถึงประเทศที่ไม่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษก็พัฒนาภาษาอังกฤษได้จนมีทักษะดีขึ้น ผมว่าคนไทยอาจจะต้องลดความมั่นใจในระบบ มาตรการและวิธีการพัฒนาภาษาอังกฤษของเราลงสักนิดนึง เราต้องเปิดตัวเองเพื่อเรียนรู้และศึกษาสร้างความพร้อมเพื่อที่จะอยู่ในประชาคมอาเซียนแบบประเทศอื่นๆ”ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย กล่าว

นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ประเทศไทยยังต้องปรับเรื่องคุณภาพและระบบการศึกษา หากยังคงปล่อยให้เป็นไปตามบริบท กรอบของสังคมไทย เมื่อออกไปแข่งขันกับประเทศต่างๆ ข้างนอกจะพบว่ามีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ว่าจะภาษา วัฒนธรรม ค่านิยม ระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม เป็นสิ่งที่คนไทยจะต้องปรับตัวเองเพื่อเป็นสากลให้มากกว่านี้ แต่ยังคงต้องรักษาอัตลักษณ์ของความเป็นไทยเอาไว้ให้ได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทำได้โดยการใช้หัวเมืองต่างๆ ในการเปิดพื้นที่สร้างความพร้อมในการเป็นสากล และหากเราสามารถเอาตัวรอดในประชาคมอาเซียนได้ ก็สามารถไปสู้กับประชาคมโลกได้เช่นกัน

เนื่องจากวิชาชีพที่จะไปเป็นเลิศในอาเซียนนั้นก็เป็นวิชาชีพเดียวกันที่จะเป็นเลิศในประชาคมโลก ต้องยอมรับว่าภาคเศรษฐกิจของไทยใหญ่อันดับสองของอาเซียน และมีความหลากหลายมาก แต่ไทยไม่ค่อยสนับสนุนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะมารองรับภาคเศรษฐกิจมากนัก ไม่มีเศรษฐกิจไหนที่จะยืมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของคนอื่นมาใช้และจะแข่งขันกับคนอื่นได้ ตนมองว่าประเทศไทยค่อนข้างมีการตื่นตัวกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่ปัญหาคือเรื่องความต่อเนื่องในการประสานงานมากน้อยแค่ไหน ต้องบอกว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นกระทรวงที่งบประมาณมากที่สุด ทำให้คนจำนวนมากสนใจที่จะเข้ามาอยู่ในจุดนี้ ตนว่านั้นเป็นความคิดที่ผิด คนที่จะเข้ามาอยู่ตรงนี้ต้องเป็นคนที่จะเข้ามาสร้างชาติ สร้างอนาคตของประเทศ สำหรับเรื่องการทุจริตใน (ศธ.) นั้น ตนมองว่าน่าเป็นห่วง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้วิจัยได้สรุปผลกระทบที่จะเปิดเสรีทางการศึกษาของอาเซียน ต่อการจัดการศึกษาเอกชนของไทย โดยสรุปว่าภาพรวมของการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จะส่งผลให้คุณภาพการศึกษาเอกชนของไทยสูงขึ้น แต่จะทำให้ต้นทุนในการจัดสูงขึ้นซึ่งส่งผลให้นักเรียนและผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษามากขึ้นด้วย นอกจากนี้เห็นว่าสถานศึกษาที่จัดการศึกษามีมาตรฐานสากล อาทิ โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย และโรงเรียนในเครือศาสนาคริสต์จะสามารถแข่งขันต่อไปได้ ในขณะที่โรงเรียนปานกลางและโรงเรียนที่อ่อนแอต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และมีผลให้โรงเรียนที่อ่อนแอส่วนหนึ่งถอดใจจนต้องยุบเลิกกิจการ ซึ่งจะมีประมาณ 10-30% ขึ้นอยู่กับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ ส่วนโอกาสในการจัดการศึกษาในระบบมีน้อยเพราะคุณภาพการศึกษาไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ที่โดดเด่นคือหลักสูตรระยะสั้นด้านการบริการ อาทิ อาหาร สปา นวดแผนไทย เป็นต้น