สนช.-สปช. ถกปฏิรูปหลักสูตร จี้ผุดหน่วยงานรับผิดชอบการพัฒนาหลักสูตรโดยตรง
คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ร่วมกับ คณะกรรมาธิการการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยามนุษย์ สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จัดเสวนาเกี่ยวกับร่างข้อสเนอเชิงนโยบาย เรื่อง “ การปฏิรูประบบหลักสูตรและการเรียนการสอน “ โดยมี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวระหว่งเป็นประธานเปิดการเสวนาใจความตอนหนึ่งว่า ว่า การจัดเสวนาครั้งนี้ตรงกับความต้องการของ ศธ.ที่ต้องการรับทราบว่า สังคมหรือคนทั่วไป มองและคิดว่า การปฏิรูปการศึกษาควรไปในทิศทางใดเพื่อให้เกิดคามเข้มแข็งในระบบจัดการศึกษา
“ ที่ผ่านมา การศึกษาไทยมีปัญหาสะสมอยู่มาก ขณะเดียวกับการจัดการศึกษาก็ต้องตอบโจทย์การเป็นพหุสังคม การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ระบบการศึกษาไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เอื้อต่อการผลิตกำลังคนให้มีสมรรถนะที่เหมาะสมกับสถานการณ์เหล่านี้ ขณะเดียวกัน การศึกษาก็ต้องส่งเสริมความเป็นไทย การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้สังคมไทยนำไปสู่การพัฒนาอย่างหยั่งยืน เพราะฉะนั้น ต้องพัฒนมการจัดการเรียนการสอน และหลักสูตร ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง”พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าว
น.ส.รุ่งนภา นุตราวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์วิจัยการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และอนุกมธ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในกมธ.การศึกษาและการกีฬา สนช. กล่าวว่า ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร คือ ขาดหน่วยงานที่รับหน้าที่นี้โดยตรง ในอดีตเคยมีกรมวิชาการทำหน้าที่ แต่ปัจจุบัน กรมวิชาการถูกยุบเป็นส่วนหนึ่งของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. เหลือคนทำงานและงบประมาณจำกัดมาก ทั้งที่การพัฒนาหลักสูตรต้องการความเป็นมืออาชีพ นอกจากนั้น ยังมีการแทรกแซงกระบวนการพัฒนาหลักสูตรมาโดยตลอด ทุกรัฐบาลพยายามปรับหลักสูตรโดยขาดข้อมูลสนับสนุน ซึ่งเป็นอันตรายมาก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว การพัฒนาหลักสูตรต้องทำเป็นกระบวนการ ต้องใชเวลาและต้องมีผลการวิจัยมารองรับ
“ จริง ๆ แล้ว ถ้าต้องการปรับเปลี่ยนใด ๆ นั้น ไม่จำเป็นต้องมุ่งแต่ปรับตัวเอกสารหลักสูตร แต่สามารถปรับในขั้นตอนการนำไปใช้ได้โดยตลอด การมุ่งปรับแต่เอกสารหลักสูตรนั้น ทำให้เกิดผลกระทบตามมาอีกมาก อาทิเช่น ต้องมีการสร้างความเข้าใจกับครู การปรับเปลี่ยนหนังสือเรียน แต่ที่ผ่านมา ทุกคนมุ่งแต่ปรับตัวหลักสูตร อาจเพราะทำเรื่องนี้แล้วแห็นป็นผลงานชัดเจน เพราะฉะนั้น ในข้อเสนอของการปรับหลักสูตรและการเรียนการสอนนั้น เสนอให้มีส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่พัฒนาหลักสูตรโดยเฉพาะ ซึ่งก็มีผู้เสนอหลายแนวทางรวมถึงการฟื้นกรมวิชาการด้วย และให้มีมาตราการป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง ไม่ให้ปรับหลักสูตรโดยไม่มีความเหมาะสมหรือมีข้อมูลรองรับเพียงพอ “น.ส.รุ่งนภา กล่าว
ด้าน ผศ.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ศึกษา ม.ขอนแก่น และอนุ กมธ.การศึกษาขั้นพื้นฐานในกมธ.การศึกษาและการกีฬา กล่าวว่า นอกจากการพัฒนาหลักสูตรแล้ว จะต้องมีการทำวิจัยเรื่องการพัฒนาหนังสือเรียน คู่มือการเรียนการสอนของครูด้วย รวมถึงเรื่องการพัฒนาระบบผิตครูและระบบอบรมพัฒนาครูประจำการ ในต่างประเทศมีการลงทุนในทั้ง 2 เรื่องอย่างสูงมาก แต่ของไทนชยยังทำ 2 เรื่องนี้ ไม่เป็นระบบ
ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการแผ่นดิน อดีตผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบัน การจัดการการเรียนการสอนของครูเป็นตามสำหรับที่สำนักพิมพ์เอกชนจัดให้ ทั้งแผนการสอน ตำราเรียนและการประเมิน ซึ่งบางครั้งไม่เป็นไปตามหลักสูตร ทั้งนี้ การพัฒนาหลักสูตรควรทำในเชิงระบบ มีศึกษาวิจัยและประเมินผลการนำหลักสูตรไปใช้ด้วย และเสนอให้มีการตั้งองค์กรอิสระทำหน้าที่วิจัยพัฒนาหลักสูตรโดยเฉพาะ อาจใช้ชื่อว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตร มี พ.ร.บ.ของตัวเองรองรับ และทำหน้าที่ในสิ่งที่ควรทำ


