แฉ!4เกาะร้างระนอง ค่ายพักพิงใหญ่โรฮิงญา ก่อนเข้าไทย

อดีตเหยื่อค้ามนุษย์แฉ 4เกาะร้างระนอง ค่ายพักพิงใหญ่โรฮิงญา พร้อมเส้นทางขนส่งเคลื่อนย้ายเข้าไทย
ผู้สื่อข่าวรายงาน กลุ่มชาวโรฮิงญาที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในยุคแรกๆ และอาศัยอยู่ในไทยนานกว่า 20 ปีที่ จ.ระนอง โดยได้กล่าวให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ตรงประเด็น โดยเฉพาะรูปแบบการลักลอบเข้าสู่ประเทศไทย
ทั้งยังระบุว่าบริเวณเกาะร้างตามแนวชายแดนไทย-พม่าที่อยู่กลางทะเลอันดามันเป็นแหล่งพักพิงโรฮิงญาที่อพยพมาจากรัฐยะไข่ก่อนเข้าสู่ประเทศไทย แต่กลุ่มโรฮิงญาที่ให้ข้อมูลขอร้องไม่ให้มีการลงชื่อจริงในการให้สัมภาษณ์
นายโนบี (นามสมมติ) อายุ 45 ปี ชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ในจังหวัดระนองมานานถึง 25 ปี เล่าว่า การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานของชาวโรฮิงญามายังประเทศไทย จะมา 2 ทางคือทางบก และทางทะเล โดยทางบกจะอาศัยลัดเลาะเข้าสู่ประเทศไทยทางภาคเหนือบริเวณ อ.แม่สอด เป็นช่องทางหลัก ซึ่งการอพยพในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในยุคแรกๆ ที่การอพยพจะมาในลักษณะกองทัพมดค่อแทรกซึมเข้ามา ทำให้ทั้งฝ่ายไทยและพม่าไม่สงสัย จากนั้นค่อยเคลื่อนย้ายเข้าสู่จังหวัดภายใน ซึ่งปัจจุบันตนไม่ทราบตัวเลขที่แน่ชัดว่ามีชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่ในประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน เท่าที่ทราบจากการติดตามข่าวสารต่างๆ คาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 20,000-30,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ในไทยมานานเกินกว่า 15 ปี สามารถตั้งรกรากถิ่นฐาน มีอาชีพที่มั่นคง บางคนได้แต่งงานกับคนไทย กลายเป็นโรฮิงญากลายพันธ์ไปแล้วก็มี
ส่วนตนซึ่งขณะนั้นเป็นชนกลุ่มน้อย (ตามภาษาเรียกของพม่า) อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ อยู่ทางตอนเหนือของประเทศพม่า นับถือศาสนาอิสลาม ได้รวมสมัครพรรคพวกที่มีความคิดเห็นตรงกันว่าหากอยู่ในพม่าลำพังแต่จะลำบาก ไม่มีอนาคตสู้บากหน้ามาหาผืนแผ่นดินใหม่ดีกว่า น่าจะมีความหวังกว่า จึงได้เรี่ยไรเงินกันได้ประมาณ 1,500,000 จ๊าต หรือประมาณ 50,000 บาทไทยขณะนั้น ซื้อเรือประมง 1 ลำ เพื่อใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทาง
จากนั้นได้ออกเดินทาง โดยอาศัยในช่วงกลางคืนนัดหมายลงเรือและออกเดินทางพร้อมเสบียงส่วนหนึ่ง ลัดเลาะไปตามชายฝั่งทะเลอันดามัน หลบเลี่ยงการตรวจตราของทหารพม่า ด้วยการอำพรางเป็นเรือประมง และการช่วยเหลือจากชาวประมงตลอดเส้นทางที่เดินทางรอนแรมมากกว่า 20 วัน ด้วยระยะประมาณ 1,400 กม. จนกระทั่งมาถึงน่านน้ำจังหวัดระนอง ด้วยการช่วยเหลือจากชาวมุสลิมตามชายฝั่ง ทำให้สามารถขึ้นมาหลบซ่อนบนฝั่งโดยช่วงแรกจะอาศัยอยู่ในชุมชนชาวมุสลิมเป็นหลัก จนสามารถพูดภาษาไทยได้จึงเริ่มออกมาหางานทำโดยตนเลือกอาชีพรับซื้อของเก่าเลี้ยงตัวเรื่อยมา
จนในที่สุดเมื่อทางการไทยได้ประกาศขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ตนก็ได้ไปขึ้นและได้รับบัตรดังกล่าวจึงทำให้สามารถทำงานในจ.ระนองได้อย่างไม่ต้องกลัวเจ้าหน้าที่คอยจับกุม ส่วนการอพยพหรือการเดินทางของชาวโรฮิงญาในช่วงหลังที่มีการสกัดกั้นการลักลอบขึ้นฝั่งของ จนท.อย่างเข้มข้นทำให้เครือข่ายหรือขบวนการนำพาได้นำชาวโรฮิงญาที่สามารถลักเลาะผ่านน้ำน้ำประเทศพม่าสู่น่านน้ำ จ.ระนองให้ไปอาศัยที่เกาะร้างในแนวรอยต่อทางทะเลไทย-พม่าด้าน จ.ระนอง-เกาะสอง
ซึ่งมีทั้งหมด 4 เกาะที่เหมาะแก่การซ่อนตัว ช่วงแรกตนไม่ทราบว่าเกาะต่างๆเหล่านั้นชื่ออะไรบ้าง แต่เมื่ออยู่ในพื้นที่ จ.ระนองมานานทำให้ทราบชื่อเกาะกลางทะเลที่ใช้เป็นแหล่งพักพิงชาวโรอิงญา ประกอบด้วยเกาะญี่ปุ่น,เกาะค้างคาว,เกาะกำ โดยทั้ง 3 เกาะดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ อ.เมืองระนอง ส่วนอีกเกาะชื่อเกาะนพเกตุ อยู่ในพื้นที่ อ.ละอุ่น
เมื่อชาวโรฮิงญาที่อพยพมาจากรัฐยะไข่สามารถเข้าสู่น่านน้ำ จ.ระนองได้ ก็จะทำการจมเรือที่เดินทางมาเพื่อทำลายหลักฐาน จากนั้นจะไปหลบซ่อนตัวบนเกาะต่างๆที่กล่าวมา รอนายหน้ามารับตัว ด้วยการใช้เรือเล็กแอบดัดแปลงเป็นเรือประมงพื้นที่เดินทางมารับในตอนกลางคืนเพื่อนำไปส่งให้กับนายหน้าบนบกที่เตรียมยานพาหนะไว้คอยรับเพื่อเดินทางต่อไปยังพื้นที่เป้าหมายต่อไป โดยการอาศัยอยู่บนเกาะที่เปรียบเสมือนที่พักพิงชั่วคราวจะอาศัยอยู่ไม่เกิน 15 วันในแต่ละชุด เนื่องจากทางนายหน้ามีปัญหาในการจัดส่งน้ำอาหารและยาให้กับผู้เจ็บป่วย ส่วนการอาศัยจะทำเป็นเพิงพักเล็กๆเป็นที่หลบฝน บางคนก็นอนใต้ต้นไม้
นายมาจอ(นามสมมติ)ชาวโรฮิงญา เล่าว่าตนเดินทางมาจากจังหวัดมุสิดอ เป็นจังหวัดหนึ่งในรัฐยะไข่ ปัจจุบันตั้งหลักปักฐานที่ จ.ระนอง ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่า เล่าว่าระหว่างการอพยพพวกตนโดนทหารพม่าทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะเรือที่เดินทางกำลังลอยลำบริเวณ จังหวัดมะริด ประเทศพม่า และยังมีชาวโรฮิงญาอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ต้องการอาศัยอยู่ในประเทศพม่า ต้องการเดินทางออกมาแสวงหาความหวังใหม่ ไม่จำกัดเฉพาะที่ประเทศไทย ประเทศไหนก็ได้หากมีความพร้อมที่จะรับพวกเรา พวกเราก็พร้อมที่จะไป
“อยู่พม่าผมลำบากมากๆ บางวันผมแทบจะไม่มีกินอะไรเลย เนื่องจากความยากจน และยังถูกกลั่นแกล้งจากทหารพม่า ที่มักจะเข้ามาในหมู่บ้าน เก็บเกี่ยวผลผลิตของชาวบ้านไปหน้าตาเฉย ใครขัดขืนก็จะโดนเฆี่ยนด้วยหวาย หรือบางรายถึงขั้นโดนฆ่าทิ้งก็มีให้เห็นบ่อยๆ หากใครไปขายของได้เงินหากทหารพม่ารู้ก็จะเข้ามาถามแล้วแย่งเงินเหล่านั้นไปทันที ทำให้พวกเราเกิดความรู้สึกว่าไม่มีสภาพความเป็นคนหรือเป็นมนุษย์เลย พวกเราอยู่อย่างไร้อนาคต โดนกดดันจากทหารพม่าตลอดเวลา ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหน โดยเฉพาะการเดินทางข้ามเขตที่ไม่สามารถทำได้เลย จะเดินทางไปมาได้ก็เฉพาะภายในจังหวัดที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เท่านั้น เพราะหากออกนอกพื้นที่ไม่เฉพาะทหารพม่าที่คอยจับจ้อง ชาวพม่าก็ไม่ชอบขี้หน้าพวกเรา และบ่อยครั้งที่พวกเราโดนทำร้ายร่างกายโดยชาวพม่า หรือโดนดูถูกเหยียดหยาม ถ่มน้ำลายใส่ก็มี ส่วนผู้หญิงขณะนี้พวกเราให้พวกเขาอยู่ที่รัฐอาระกันไปก่อน หากพวกเราโชคดีก็จะส่งข่าวให้พวกเขาทราบ จากนั้นกลุ่มผู้หญิงก็จะอพยพโยกย้ายตามมา ซึ่งจะง่ายกว่ากลุ่มผู้ชาย เนื่องจากอพยพโยกย้ายไปอยู่กับครอบครัว"
สำหรับเรื่องดังกล่าวผู้สื่อข่าวพยายามที่จะสอบถามไปยังหน่วยงานรับผิดชอบ แต่ปรากฏว่าติดวันหยุดราชการไม่สามารถติดต่อหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ แต่มี จนท.ซึ่งทำงานในหน่วยงานความมั่นคงใน จ.ระนองกล่าวว่า เกาะร้างทั้ง 4 เกาะที่กลุ่มชาวโรฮิงญาระบุว่าเป็นค่ายพักพิงของชาวโรฮิงญาก่อนที่จะเข้าระนองนั้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเรื่องดังกล่าวมานานแล้ว และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นพบว่ายังมีอีกหลายเกาะที่กลุ่มขบวนการค้าโรฮิงญาใช้เป็นที่หลบซ่อนโรฮิงญา แต่ในปัจจุบันหลังจากที่นายหน้าใช้เรือใหญ่ออกไปรับมาจากรัฐยะไข่ก็จะไม่ใช้จุดพักพิงตามเกาะต่างๆ โดยเมื่อเรือใหญ่แล่นเข้าสู่น่านน้ำสากลก็จะมีเรือเล็กออกไปรับบริเวณกลางทะเลก่อนที่จะกระจายนำชาวโรฮิงญาไปส่งตามจุดนัดหมายต่างๆ ซึ่งมีตลอดแนวชายฝั่งทะเลอันดามันไม่เฉพาะแต่ที่ระนองแต่ยังกระจายไปขึ้นฝั่งที่พังงาก็มี







