วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จ่อออกหมายจับเพิ่ม 'ตัวการใหญ่' คดียูฟัน

ตร.จ่อออกหมายจับเพิ่ม "ตัวการใหญ่" คดียูฟัน ลุยทำเอกสารแจ้งเตือนพฤติการณ์ 180 ประเทศ

พล.ต.ท.ดร.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พ.ต.อ.อังกูร คล้ายคลึง รองผบก.ปคบ. ร่วมกันแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีแชร์ลูกโซ่ยูฟัน ภายหลังการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งฝ่ายสืบสวนและสอบสวนที่รับผิดชอบในคดีดังกล่าว เพื่อติดตามความคืบหน้าในการออกหมายจับตัวการสำคัญเพิ่มเติม และกำหนดแนวทางการติดตามตัวบุคคลที่ได้ออกหมายจับไว้แล้วก่อนหน้านี้


พล.ต.ท.สุวิระ เปิดเผยว่า วันนี้ (29 เม.ย.) ในช่วงเช้าที่ผ่านมามีผู้เสียหายจากคดียูฟัน เดินทางเข้าแจ้งความที่ บก.ปคบ จำนวน 22 ราย และคาดว่าจะมีผู้เสียหายเดินทางเข้ามาแจ้งความอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้วจำนวน 384 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 117 ล้านบาท

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการยึดทรัพย์ของกลางจากคดีดังกล่าวรวมทั้งหมด มีมูลค่ามากกว่า 727 ล้านบาท และหากประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากคดีนี้ ยังสามารถเดินทางเขาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้ทันที่ ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่กำลังเดินหน้ารวบรวมหลักฐานเพื่อออกหมายจับบุคคลสำคัญที่เป็นตัวการในการสร้างความเสียหายให้กับประชาชนเพิ่มเติม และหากผู้ใดที่ให้ความร่วมมือกับผู้ต้องหาในคดีนี้ เช่นการรับฝากทรัพย์สินหรือถ่ายโอนเงิน ก็ให้เข้ามาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็ว เพราะหากสืบพบว่าท่านใดให้ความร่วมมือกับผู้ต้องหาดังกล่าว จะมีความผิด ตาม พ.ร.บ.การฟอกเงิน และจะถูกดำเนินคดีตามกฏหมายทันที่


พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ต้องหาอีก 6 คน ที่ออกหมายจับก่อนหน้านี้ ซึ่งได้เดินทางหลบหนีไปต่างประเทศนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสากล เพื่อที่จะติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสากลในต่างประเทศจะเดินทางมาดูการปฏิบัติงานการสืบสวนในคดีนี้ของไทย เพื่อเป็นกรณีศึกษาและเอาไปเป็นแบบอย่าง ในการสืบสวนคดีต่อไป
"หลังจากนี้จะจัดทำเอกสารเกี่ยวกับพฤติการณ์การในการจัดตั้งบริษัทของผู้ต้องหาเหล่านี้ ส่งไปยังประเทศต่างๆกว่า 180 ประเทศ เพื่อตรวจสอบการปลอมแปลงเอกสาร การแปลงโฉม และเป็นการเฝ้าระวังบุคคลเหล่านี้ ส่วนกรณีที่เว็บไซต์ของบริษัทยูฟันยังมีการเคลื่อนไหวอยู่นั้น ยืนยันว่าจะไม่ผลกระทบต่อรูปคดี และเป็นการดีมากกว่า เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อให้ประชาชนไปเรียกร้องขอถอนเงินคืน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ทำการปิดเว็บไซต์ดังกล่าวแน่นอน เพราะเกรงว่าทางบริษัทจะใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างในการไม่คืนเงินแก่ผู้เสียหาที่ไปถอนเงินคืน" พล.ต.ท.สุวิระ กล่าว