อึ้ง! ตาวัย76 นอนกอดศพยายวัย83 นานกว่า10เดือน

อึ้ง! ตาวัย76 นอนกอดศพยายวัย83 นานกว่า10เดือน

อึ้ง! คุณตาวัย 76 ปี นอนกอดศพคุณยายวัย 83 ปี ผู้เป็นภรรยา พร้อมให้ข้าวให้น้ำทุกวันนานกว่า 10 เดือน

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ได้มีผู้เสียชีวิตอยู่ที่บ้านเลขที่ 47 ม.2 ต.ท่ากระชับ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม นานกว่า 10 เดือน โดยมีผู้เป็นสามี นอนเฝ้าศพภรรยามานานกว่า 10 เดือน โดยไม่แพร่งพรายให้ใครรู้ อีกทั้งยังไม่ได้จัดการศพตามประเพณี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบยังบ้านหลังดังกล่าวฯ

ภายในบริเวณบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งปลูกเป็นบ้านไม้ยกพื้น และมีบันไดพาดขึ้นไปสู่ตัวบ้านชั้น 2 พบ นายณรงค์ชัย คงยั่งยืน นายก อบต.ท่ากระชับ,นายโสภณ แช่มมั่นคง รองนายก อบต.ท่ากระชับและนายเทวา มีใจบุญ ผู้ใหญ่บ้าน ม. 1 ต.ท่ากระชับ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระชับ และชาวบ้านกว่า 10 คน ได้มาช่วยกันเก็บกวาดและทำความสะอาดบริเวณบ้านกันอย่างขมักเขม่น เพื่อเตรียมจัดพิธีสวดอภิธรรมศพ โดยผู้สื่อข่าวได้ขึ้นไปดูในห้องนอนชั้น 2 พบกองเสื้อผ้ากองกระจัดกระจายอยู่เต็มห้อง ใกล้กันพบมุ้งกางอยู่ 1 หลัง เมื่อเปิดออกดูพบศพโครงกระดูกของนางซกกี จู่ยืนยง อายุ 83 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บนที่นอน โดยมีผ้าห่มคลุมร่างอยู่ ใกล้กันพบอาหารคาวหวานวางอยู่

จากการสอบถาม นายเทวา มีใจบุญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลท่ากระชับ บอกว่า ในอดีตเมื่อ 40-50 ปีก่อน ครอบครัวของผู้ตาย มีอาชีพจับหมู จนมีฐานะร่ำรวย ต่อมาเนื่องจากเศรษฐกิจเกิดพลิกผัน ครอบครัวของผู้ตาย จึงเลิกจับหมูและหันมาเก็บฟืนและเก็บของเก่าขาย ทำให้รายได้ขาดแคลนลง ส่วนลูกชายคนเดียว ได้แต่งงานมีครอบครัว และย้ายออกไปซื้อที่ปลูกบ้านอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ และไม่ได้กลับมาบ้านอีกเลย ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ได้ทราบจาก นายกุญชร ตัณไพบูลย์ ส.อบต.ม. 2 ว่า มีเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้บ้านที่มีศพหญิงชราที่เสียชีวิต บอกว่า ได้กลิ่นสาบสางคล้ายกลิ่นศพ โชยมา จากบ้านหลังดังกล่าว ที่มีอากงยม หรือเตี้ย พักอาศัยอยู่กับภรรยาที่พิการตามองไม่เห็นและเดินไม่ค่อยได้ ประกอบกับไม่เห็นอาม่าซกกี วัย 83 ปี เมียของอากงเตี้ย มานานนับสิบเดือนแล้ว แต่อากงเตี้ย ยังคงอยู่ปกติ ไปไหนมาไหนปกติ ที่น่าสังเกตก็คืออากงเตี้ยมักซื้อของกินจำพวกโอวัลติน นมกล่อง และขนมมาตอนเช้า ๆ แล้วเอาขึ้นไปบนบ้าน เป็นแบบนี้มานานนับสิบเดือน อีกทั้งอากงยมหรือเตี้ยยังได้ล็อกกุญแจบ้านไว้ตลอดเวลา ไม่ยอมให้ใครเข้าไปดูแต่อย่างใด จึงได้เดินทางไปตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว พร้อมผู้ใหญ่บ้านและนายกอบต.ท่ากระชับ

จากการเข้าไปตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว พบอากงเตี้ย หรือนายยม จู่ยืนยง อายุ 76 ปี เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นสามีของผู้ตายอยู่บ้าน เบื้องต้น อากงเตี้ย หรือนายยม ก็บ่ายเบี่ยงทั้งยังบอกว่า ผู้ตายนั้นได้ไปอยู่กับลูกชายที่หนองบัว จ.ชัยภูมิแล้ว จึงได้ติดต่อไปยัง นายอนุสิทธิ์ จู๋ยืนยง อายุ 44 ปี ลูกชายคนเดียวของผู้ตาย จึงทราบว่า ผู้ตายไม่ได้ไปอยู่ด้วย อีกทั้งมีกลิ่นสาบคล้ายซากศพโชยจากบนบ้าน และมีคราบคล้ายน้ำเหลือง ไหลเลอะใต้ขื่อจากบ้านห้องนอนของบ้าน จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ และเดินทางมาตรวจสอบ จึงได้พบว่า อาม่าซกกีเสียชีวิตแล้ว โดยที่อากงเตี้ย นอนกินอยู่กับศพของภรรยามานานกว่า 10 เดือน

อากงเตี้ย หรือนายยม สามีของอาม่าซกกี เล่าว่า ตนครองรักครองเรือนอยู่กับ ผู้ตายผู้เป็นภรรยามานานกว่า 44 ปี โดยอยู่กินฉันสามีภรรยากันมาตั้งแต่ผู้ตายอายุ 38 ปี มีลูกชายด้วยกัน 1 คนคือนายอนุสิทธิ์ ปัจจุบันอายุ 44 ปี ไปมีครอบครัวอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ โดยตนและภรรยายึดอาชีพรับจ้างทั่วไป อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มีบ้างขาดบ้างแต่ไม่เคยทอดทิ้งกัน ภรรยาอยากกินอะไรแพงแค่ไหน ก็จะเก็บเงินซื้อมาให้กิน ยิ่งตอนภรรยาเดินไปไหนๆไม่ได้ ความจำเริ่มหลงลืม ตนยิ่งไม่ทอดทิ้ง คอยดูแลปรนนิบัติหาข้าวหาน้ำและขนม มาให้กินถึงในมุ้งทุกวัน รวมทั้งเก็บเช็ดล้างสิ่งขับถ่ายให้ทุกวันไม่เคยรังเกียจ

“แม้กระทั่งเมื่อภรรยาสิ้นใจ ก็ยังห่วงใยนอนด้วยกัน และนำเอาข้าวเอาน้ำเอาขนมเอาโอวัลตินมาให้กินก่อนทุกวันตอนเช้า จากนั้นตนจึงจะกินของที่เอามาให้ภรรยา โดยตั้งใจจะขอเก็บศพภรรยาไว้บนบ้านในห้อง เพื่อตนเองจะได้นอนด้วยข้างโลงศพ และให้ข้าวให้น้ำเช่นเดิม จนกว่าตนเองจะสิ้นลม จากนั้นใครจะจัดการอย่างไร กับศพตนกับภรรยาก็ตามแต่จะเห็นควร หรือลูกชายจะจัดการอย่างไรก็ตามแต่ลูก” อากงเตี้ยเล่า

นายณรงค์ชัย คงยั่งยืน นายก อบต.ท่ากระชับ กล่าวว่า หลังจากสอบถามอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดอากงเตี้ย ก็เปิดปากรับสารภาพว่า อาม่าซกกี ภรรยาได้เสียชีวิตด้วยโรคชราไปแล้ว ตั้งแต่เวลาประมาณ 13.10 น.ของวันที่ 13 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา แต่ที่ไม่ได้บอกใคร เพราะภรรยาสั่งไว้ว่า ถ้าตายไม่ต้องสวด ไม่ต้องเผา ไม่ต้องบอกใคร ให้เอาศพไว้บนบ้านหลังนี้ เพราะจะเป็นการรบกวนชาวบ้าน จึงได้เก็บศพภรรยาไว้ในมุ้งตามที่ภรรยาสั่งเสีย และก็นอนอยู่ด้วยกับศพภรรยาในในมุ่งเดียวกัน อย่างที่เคยนอนสมัยมีชีวิตสองคืนแรก

“จากนั้นก็ออกมาปูเสื่อนอนใกล้ๆกันในห้องทุกคืน โดยได้นำเอาอาหาร ข้าว น้ำ ขนมเครื่องดื่มให้ภรรยากินทุกเช้า จนเรื่องรู้ถึงเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เบื้องต้น ทางอบต.จะรอบุตรชายของผู้ตายก่อน ที่จะทำการสวดอภิธรรมศพเป็นเวลา 3 วัน ก่อนนำโลงศพขึ้นไปไว้บนบ้านตามความประสงค์ของผู้ตายและสามี” นายณรงค์ชัย