วัดกัลยาฯ ยอมชะลอโครงการ ด้านกรมศิลป์หารือสำนักทรัพย์สินฯ

วัดกัลยาฯ ยอมชะลอโครงการ ด้านกรมศิลป์หารือสำนักทรัพย์สินฯ

วัดกัลยาณมิตรฯ ยอมชะลอโครงการเพื่อรอคำตัดสินของศาลปกครอง ขณะที่กรมศิลป์หารือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

 นายวัชรา พรหมเจริญ ประธานที่ปรึกษาวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร บอกว่า ขณะนี้ทางวัดได้ชะลอการรื้อถอนและบูรณะโบราณสถานภายในวัดกัลยาณมิตร รวมถึงชะลอโครงการบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานสำคัญภายในวัด เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งวัด 90 ปีในอีก 2ปีข้างหน้า ซึ่งได้แจ้งเรื่องนี้ต่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้ได้รับทราบแล้วเพื่อรอให้การพิจารณาคดีของศาลปกครองมีข้อยุติที่ชัดเจน


ส่วนบรรยากาศภายในวัด พระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ยังคงอยู่ในวัดไม่เดินทางไม่กิจนิมนต์ที่ไหน ขณะที่ประตูทางเข้ากุฎิคณะ1 ถูกปิดไว้ โดยไม่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว


อย่างไรก็ตามในช่วงบ่าย ด้าน อธิบดีกรมศิลปากร นายบวรเวท รุ่งรุจิ ได้แถลงภายหลังหารือกับนายอดุลย์ บุญลึก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานก่อสร้างและบูรณะ สำนักงานส่วนทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยยืนยันว่า นายอดุลย์ได้มาชี้แจงทำความเข้าใจกรณีทางวัดกัลยาณมิตรระบุว่าได้มีโครงการบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานสำคัญภายในวัดกัลยาณมิตร เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 190 ปีก่อตั้งวัด


ซึ่งการบูรณะโบราณสถานภายในวัดกัลยาณมิตรซึ่งอยู่ในเขตพุทธวาส4 รายการประกอบด้วย หอพระธรรมณเฑียร ใช้งบกว่า14 ล้านบาทพระอุโบสถ 27 ล้านบาท พระวิหารหลวง พระวิหารน้อย และภายหลังรับไว้อีก1 รายการ คือ เก๋งจีน11 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการบูรณะสำนักงานทรัพย์สินได้ส่งร่างแบบแปลนการบูรณะแต่ละรายการเพื่อขออนุมัติจากกรมศิลปากร


เมื่อกรมศิลปากรอนุมัติแบบแปลนทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงจัดซื้อจัดจ้างบริษัทมาบูรณะ โดยทางสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ดูแลงบและจ่ายเงินบูรณะเอง และทางวัดก็ไม่สามารถดำเนินการบูรณะตามที่วัดต้องการโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากกรมศิลปากร


นอกจากนี้ นายอดุลย์แจ้งว่าสำนักงานทรัพย์สิยส่วนพระมหากษัตริย์จะเพิ่มการบูรณะโบราณสถานอีก 1รายการ คือ ศาลาราย ภายในวัดกัลยาณมิตร ซึ่งเพิ่งถูกทุบรื้อไปเพราะเห็นว่าอยู่ในเขตพุทธวาส


อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมศิลปากรบอกว่า กรมศิลปากรได้อนุญาติให้บูรณะเพียง 4 รายการ แต่วัดทุบรื้อและบูรณะไปแล้ว 22 รายการ ทำให้กรมศิลปากรได้ฟ้องร้องกรณีการรื้อถอนและบูรณะวัดกัลยาณมิตรตั้งแต่ในช่วงอดีตจนถึงปัจจุบันรวม15 คดี แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง 10 คดี ทำให้เหลือคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล 5 คดี ซึ่งรวมถึงคดีที่ไปแจ้งความการรื้อถอนกุฎิสงฆ์คณะ1 และล่าสุดวันนี้ได้ไปแจ้งความเพิ่มอีก 1 คดี เป็นกรณีรื้อถอนศาลาราย รวมเป็น 6 คดี


อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า คดีเหล่านี้เป็นการกระทำผิดตามกฎหมายโบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2535 โดยเป็นคดีอาญาไม่สามารถยอมความได้ ซึ่งกรมศิลปากรจะเดินหน้าเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าของบริษัทที่รับจ้างรื้อถอนและผู้ว่าจ้าง และหากพบว่าเจ้าอาวาสวัดเกี่ยวข้องด้วยก็จะต้องว่าไปตามกฎหมายเพราะกฎหมายไม่ได้เขียนละเว้นไว้ หากทางวัดยังไม่หยุดรื้อถอนและบูรณะโบราณสถานก็จะแจ้งความดำเนินคดีไปเรื่อยๆ และเมื่อคดีอาญาสิ้นสุดลง ทางกรมศิลปากรจะฟ้องร้องทางแพ่ง เรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด โดยการคำนวณมูลค่าความเสียหายนั้นจะพิจารณาจากมูลค่าของอาคารคูณด้วยอายุความเก่าแก่ของอาคาร เช่น หากอาคารมีมูลค่าทั้งหมด 1 ล้านบาทก็คูณด้วย 190 ปี ซึ่งจากประเมินมูลค่าบูรณะเบื้องต้น เช่น เก๋งจีนอยู่ที่ 11 ล้านบาท

นอกจากนี้ กรมศิลปากรจะใช้อำนาจหน้าที่ตามคำตัดสินของศาลปกครองเมื่อ 20 ธ.ค. 2553 ที่ศาลให้ใช้อำนาจตามมาตรา7 ทวิ และมาตรา10 ตามกฎหมายโบราณสถาน จะเข้าไปรื้อทุบอาคารภายในวัดที่สร้างขึ้นใหม่แทนโบราณสถานเดิมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากร ซึ่งกรมศิลปากรจะมีออกคำสั่งและมีหนังสือแจ้งให้ทางวัดรื้อถอนภายใน 30 วัน หากทางวัดไม่ดำเนินการจะเข้าไปทุบรื้อถอนเอง โดยจะมีการนำร่องก่อน 1 หลัง ภายในวัดกัลยาณมิตร แต่จะเป็นอาคารหลังใดยังบอกไม่ได้จะต้องหารือกันก่อน แต่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนเมษายนนี้