"มหาชัย" ชี้แจงกฎกระทรวงบังคับจ้างต่างด้าวในเรือประมง แห่ค้านแรงงานไม่นิ่ง-ใช้จริงได้ยาก
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2558 (ภัตตาคารนิวรสทิพย์) สำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานสมุทรสาคร ร่วมกับ สมาคมการประมงจังหวัดสมุทรสาคร และผู้ประกอบการเรือประมงพื้นบ้านกว่า 150 ราย จัดเวทีบรรยายซักซ้อมความเข้าใจโครงการชี้แจงนายจ้างเรือประมงทะเล เพื่อรับทราบว่า ด้วยกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ.2557 และแก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หลังกระทรวงแรงงานได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2557
ทั้งนี้ มีนายอนุชน วรินทร์เสถียร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ฐานะประธานฯ ร่วมบรรยายถึงสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศ และรับฟังทราบปัญหาจ้างงานแรงงานในภาคเรือประมงในจังหวัด โดยมีนายสายชล แจ่มแจ้ง นักวิชาการ จากกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ร่วมบรรยายถึงข้อบังคับกฎกระทรวงและระเบียบการปฏิบัตินายจ้าง
โดยนายอนุชน ระบุว่า สืบเนื่องจากการกีดกันด้านการค้ามาตลอด ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่จับตาภาพลักษณ์ของไทย และล่าสุดกำหนดให้อยู่ที่ข่ายTier 3 จึงมีกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ.2557 และแก้ไขเพิ่มเติม แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาบังคับใช้ในการจ้างงานในแรงงานเรือประมงทะเล
โดยในการเปิดเวทีเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นระหว่างผู้ประกอบการเรือประมง จ.สมุทรสาคร ครั้งนี้ มีนายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ให้ข้อเสนอแนะในข้อบังคับ 17 ข้อและได้คัดค้านไม่เห็นด้วยหลายองค์ประกอบเกี่ยวเนื่องในการปฏิบัติ เช่น การให้จัดทำข้อสัญญาว่าจ้างระหว่างลูกจ้างในงานเรือประมง, การจัดทำรายงานเวลาหยุดพักลูกจ้าง 10 ชั่วโมงในหนึ่งวันหรือต่อ 24 ชั่วโมง, การทำเอกสารรายละเอียดการจ้างงาน และการจัดทำทะเบียนลูกจ้าง เป็นต้น เพื่อไว้รายงานต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบให้ถึง 2 ปี และบังคับจัดทำห้องสุขา ที่ถูกสุขอนามัยไว้ในเรือประมงทุกลำ เป็นต้น
นายกำจร กล่าวว่า ส่วนใหญ่ประมงที่นี่เป็นประมงภายในประเทศ ขณะที่เรือพาณิชย์นอกน่านน้ำมีไม่อยู่ไม่กี่ลำเท่านั้น ซึ่งแบบทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่เป็นลูกจ้างในเรือ เราทำกันทุกลำอยู่แล้ว ส่วนแบบจัดทำรายงานเวลาหยุดพักลูกจ้างที่บังคับ 10 ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะช่วงเดินเรือก็หลายชั่วโมงได้พักในตัวอยู่แล้ว จะระบุเวลาตายตัวไม่ได้ ส่วนสัญญาการจ้างงานนั้นไม่มีหลักประกันคุ้มครองนายจ้างเลย โดยลูกเรือเองก็ไม่มีอะไรค้ำประกัน เมื่อหลบหนี
สำหรับเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บ.ยืนยันว่า ซึ่งเจ้าของเรือส่วนใหญ่ จ่ายค่าจ้างแรงงานสูงกว่าทุกรายอยู่ ยังไม่รวมออกค่าเบิกล่วงหน้าอีกด้วย อีกทั้งแรงงานเองก็อ่านภาษาไทยไม่ออก ตลอดจนมาสมัครงานทำก็ไม่ยืนยาว ขณะที่นายจ้างเองไม่มีใครสามารถบังคับได้ เป็นต้น
“จึงได้ฝากเรื่องปัญหาไปยังกระทรวงแรงงานขอให้พิจารณาทบทวนใหม่ให้สอดคล้องเพื่อตรงกับความเป็นจริง โดยมีผู้รู้จริงมากำหนดกฎกติกาใหม่เพื่อตรงกับการใช้งานให้มากที่สุด ทั้งนี้ชาวเรือต่างลงความเห็นไม่สามารถรับได้กฎข้อบังคับมาปฏิบัติได้ ซึ่งมั่นใจสมาชิกอาจมีเคลื่อนไหวเรียกร้องไปยังรัฐบาลตามมาแน่นอนต่อไป” นายกำจร กล่าว
ขณะที่ไต๋วงศ์ จุ้ยเจริญ เจ้าของเรืออวนดำ เขตตำบลบางหญ้าแพรก กล่าวว่า ปัญหาของการจ้างแรงงานในเรือหลักๆ คือความไม่แน่นอนของกลุ่มแรงงาน เช่น ปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานการทำงานไปไหนมาไหนง่ายๆในปัจจุบัน และไปแจ้งเปลี่ยนนายจ้างเองได้ ส่งผลให้แรงงานเรือประมงไม่นิ่ง ส่วนตัวจึงขยับขยายได้ขายเรือทิ้งไปจากก่อนหน้ามีอยู่ 4 ลำ ตอนนี้เหลือแค่ 2 ลำ เพราะทนปัญหาแรงงานขาดแคลนไม่ไหว ซึ่งที่ผ่านมาล้วนมีปัญหาแรงงานมาตลอดเช่นกัน ตรงกันข้ามด้านนายจ้างมีปัญหาไม่สามารถไปบังคับแรงงานได้เลย
“หนำซ้ำระยะหลังนี้ ได้มีการเข้มงวดกับเรือประมงมากขึ้น ทำให้เกิดความไม่มีความแน่นอนในอาชีพ ยิ่งเมื่อมีกฎกระทรวงล่าสุดนี้ออกมาระบุบังคับซึ่งจึงทำได้ยาก ยิ่งสร้างความปั่นป่วนบีบครั้นชาวเรือประมงสมุทรสาครเป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับนายจ้างนั้นไม่เคยมีกฎหมายคุ้มครองนายจ้างฉบับใดออกมาใช้บ้างเลย จึงมองว่ามีแต่เอาใจแรงงานต่างด้าวมากขึ้นเรื่อยๆ” เจ้าของเรืออวนดำ เขตตำบลบางหญ้าแพรก กล่าว
ขณะที่ นายสายชล แจ่มแจ้ง นักวิชาการ จากกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นตัวแทนบรรยายฯ กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า หลังได้รับทราบปัญหาหลากหลายและประเด็นชาวเรือไม่เห็นด้วยได้บันทึกรายงานไว้เพื่อส่งไปยังผู้บังคับบุญชาเกี่ยวข้องดำเนินการพิจารณาบางเงื่อนไขต่อไป





