วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฟผ.ยันปฏิบัติตามคำสั่งศาลคดี'เหมืองแม่เมาะ'

กฟผ.พร้อมดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีเหมืองแม่เมาะ ยืนยันเจตนารมณ์ ยังคงมุ่งมั่นดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. กล่าวหลังทราบคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดคดีเหมืองแม่เมาะ เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่าศาลมีคำพิพากษาให้ กฟผ. ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้ครบถ้วนตามแนบท้ายประทานบัตร 5 ข้อตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น กฟผ.น้อมรับคำพิพากษาและจะเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของศาล ซึ่งบางส่วน กฟผ.ดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่ยังขาดความครบถ้วนสมบูรณ์ในขั้นตอนการดำเนินการ เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนหรือเสริมเพิ่มเติมเพื่อให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การนำระบบบำบัดน้ำแบบ Anaerobic Bacteria (จุลินทรีย์ประเภทไม่ใช้ออกซิเจน) เพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสียมาใช้ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับใน Wetland อีกทั้งการปลูกและบำรุงรักษาแนวต้นไม้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่นซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าการทำม่านน้ำ

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีการ และมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมเดิมนั้น แม้การดำเนินการดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ถือเป็นการดำเนินที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เช่นเดียวกับการปลูกป่าทดแทน การปรับปรุงสถานที่ทิ้งดิน และการรักษาสภาพแวดล้อมบริเวณที่ทิ้งดิน และการทำเหมือง ซึ่ง กฟผ. ได้จัดทำแผนการดำเนินงานนำเสนอหน่วยงานกำกับดูแลแล้วเช่นกัน

สำหรับการอพยพราษฎรที่อาจได้รับผลกระทบออกนอกรัศมีผลกระทบ 5 กิโลเมตร ศาลพิเคราะห์เห็นว่า กฟผ.ดำเนินการแล้วบางส่วน แต่เนื่องจากยังมีราษฎรบางส่วนที่สมัครใจอยู่ในพื้นที่เดิม ศาลจึงพิเคราะห์ให้ กฟผ. จัดตั้งคณะทำงานระดับท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญร่วมกันพิจารณา หากยังมีราษฎรในรัศมีผลกระทบ 5 กิโลเมตร ต้องการย้ายออก

นายสหรัฐ กล่าวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมากฟผ.ไม่ได้ละเลยการดูแลสิ่งแวดล้อม อีกทั้งพยายามปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ตามข้อมูล ข้อเท็จจริง และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป กฟผ. ยินดีมีข้อยุติในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมายาวนาน ซึ่งน่าจะช่วยให้เกิดบรรยากาศของความเข้าใจอันดีระหว่างชุมชนบางส่วนที่ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าและ กฟผ.จะยังคงให้ความสำคัญและมุ่งมั่นดูแลส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด เพราะถือว่าชุมชนแม่เมาะเปรียบเสมือนเพื่อนบ้าน และเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศมาอย่างยาวนาน

เรื่องดังกล่าวสืบเนื่องจาก คดีที่ นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ กับพวกรวม 318 คน ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษโครงการเหมืองลิกไนต์แม่เมาะของกฟผ. ยื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 11 ราย โดยผู้ถูกฟ้องที่ 7 ที่เป็นผู้ถือประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ในพื้นที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ไม่ปฏิบัติตามวิธีการทำเหมืองแร่ และเงื่อนไขท้ายประทานบัตร รวมทั้งเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเหมืองแร่ แผนผังโครงการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทั่งก่อให้เกิดมลพิษทำให้ผู้ฟ้องได้รับผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและทรัพย์สิน คดีนี้ยืดเยื้อมากว่า 10 ปี