เผยกติกาแชมป์บอลคิงส์คัพ ผลต่างประตู-เท่ากันครองร่วม

ศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ ที่สนามเฉลิมพระเกียรติ
จ.นครราชสีมา มี 4 ทีมเข้าร่วมการแข่งขัน ประกอบไปด้วย “ช้างศึก” ทีมชาติไทย, เกาหลีใต้, อุซเบกิสถาน และฮอนดูรัส
นายชัยโชค พุ่มพวง ผู้ควบคุมการแข่งขันและตัวแทนฝ่ายจัดการแข่งขันของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงระเบียบการแข่งขันรายการนี้ว่าจะเตะแบบพบกันหมด นำทีมที่มีคะแนนดีที่สุดคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทาน
“ทั้ง 4 ทีมจะเตะทีมละ 3 นัดพบกันหมด และทีมที่มีคะแนนดีที่สุดจะได้แชมป์รายการนี้ไปครอง แต่หากคะแนนเท่ากันจะวัดที่ผลต่างประตูได้เสีย แต่หากยังเท่ากันอีกก็จะดูที่จำนวนประตูที่ยิงได้ แต่ถ้ามีจำนวนประตูที่ยิงได้เท่ากันก็จะเป็นการครองแชมป์ร่วมกัน”
นอกจากนั้น นายชัยโชค ยังกล่าวต่อว่า การแข่งขันครั้งนี้จะใช้ผู้ตัดสินต่างชาติทำหน้าที่ในเกมที่ทีมชาติไทยลงสนามเพื่อป้องกันข้อครหา ขณะที่คู่อื่นๆ ที่ไม่ใช่ทีมชาติไทยลงแข่งขัน จะใช้ผู้ตัดสินชาวไทยทำหน้าที่
ด้าน “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือทีมชาติไทย เปิดเผยหลังทราบระเบียบการแข่งขันว่าเป็นเรื่องดีที่ ทีมชาติไทยซึ่งแข่งขันเป็นคู่ที่ 2 ทั้ง 3 นัด ทำให้สามารถวางแผนการเล่นได้ง่ายและมีโอกาสที่จะคว้าแชมป์กรณีที่ต้องตัดสินในนัดสุดท้าย
“แน่นอนว่าการที่เราเตะคู่ที่ 2 ทำให้รู้ว่าต้องเล่นอย่างไร ทั้งนี้ เราต้องการคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานคิงส์คัพดังนั้นจึงต้องการเป็นแชมป์เพียงทีมเดียว เพราะฉะนั้นจะต้องเก็บชัยชนะและเป็นแชมป์ด้วยคะแนนที่เหนือกว่าทุกทีม”
กุนซือ “ช้างศึก” กล่าวต่อว่า โปรแกรมที่ออกมานัดสุดท้ายวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พบ เกาหลีใต้ ถือเป็นเกมที่ไม่ต่างจากนัดชิงชนะเลิศ เนื่องจากเกาหลีใต้ชุดนี้เป็นทีมที่ดีและแข็งแกร่ง ซึ่งไทยต้องเอาชนะให้ได้เพื่อพิสูจน์ว่ามีความแข็งแกร่งเพียงใด
“รายการนี้ได้แจ้งฝ่ายจัดการแข่งขันเพื่อขอใช้ชุดสีน้ำเงินลงแข่งขันทั้ง 3 นัด ซึ่งคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะ เกาหลีใต้ อุซเบกิสถาน และฮอนดูรัส ไม่ได้ใช้สีน้ำเงินเป็นหลักอยู่แล้ว”







