วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัน'น่านโมเดล'จังหวัดต้นแบบ จัดการน้ำ-ปลูกพื้นหลังฤดูทำนา

มูลนิธิปิดทองหลังพระ ดัน"น่านโมเดล"จังหวัดต้นแบบสร้างจัดการน้ำชุมชนเพิ่มรายได้เกษตรกรจากการปลูกพืชหลังฤดูทำนา

คาดรายได้เพิ่มกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ดึงเอกชนตั้งกองทุนขนาด 60 ล้าน ช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้ทางการเกษตร ผลิตพืชตรงตามความต้องการของตลาด "ประยุทธ์-ครม."เตรียมลงพื้นที่เมืองน่าน 17 ก.พ.นี้ ศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริ

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ เปิดเผยว่ามูลนิธิฯ กำลังทำโครงการการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรใน จ.น่าน ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชเศรษฐกิจหลังฤดูการทำนา โดยเริ่มจากการปรับปรุงระบบน้ำในชุมชนต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยมูลนิธิฯ กำลังร่วมกับคนในชุมชนทำโครงการปรับปรุง ซ่อมแซมฝายและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ จ.น่าน จำนวน 420 โครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.- พ.ค.นี้

สำหรับโครงการทั้งหมดจะใช้งบประมาณไม่มากนัก เนื่องจากใช้แรงงานจากคนในชุมชน ซึ่งเมื่อมีการสร้างและซ่อมฝายทั้งหมดแล้วเสร็จจะช่วยให้มีน้ำในพื้นที่เพียงพอสำหรับการส่งเสริมการปลูกพืชหลังการทำนาประมาณ 1 แสนไร่ และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาทภายในปี 2558 และหากสามารถขยายผลได้ทั้งจังหวัด คาดว่าเกษตรกรใน จ.น่าน จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาทในปีต่อไป

สำหรับการปลูกพืชหลังการทำนาขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างหารือกับภาคเอกชนที่ทำธุรกิจการเกษตรและเกษตรแปรรูปใน จ.น่าน โดยจะขอให้ภาคเอกชนช่วยสนับสนุนการก่อตั้งกองทุนขนาด 60 ล้านบาท เพื่อเป็นกองทุนที่ช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องการผลิตพืชให้ตรงกับความต้องการของตลาดโดยภาคเอกชนอาจให้ความช่วยเหลือในด้านเมล็ดพันธุ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆ

ทั้งนี้มีพืชหลายชนิดที่ตลาดมีความต้องการ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในที่นาหลังจากการปลูกข้าวก็จะสร้างรายได้ได้ประมาณ 5,000 บาทต่อไร่ หากเกษตรกรมีการปลูก 1 แสนไร่ ก็จะเป็นรายได้ทั้งหมด 500 ล้านบาท ทั้งนี้ข้าวโพดใช้เวลาในการปลูกเพียง 120 วัน เกษตรกรสามารถที่จะปลูกพืชอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีก เช่น มะเขือเทศราชินี ซึ่งมีผู้รับซื้อเข้ามาติดต่อให้เกษตรกรปลูกเพิ่มเนื่องจากปัจจุบันสามารถผลิตได้แค่ 500 ตัน แต่โรงงานสามารถรองรับได้ถึง 2,000 ตัน ซึ่งเป็นพืชทางเลือกที่ราคาดีเช่นกัน

“การที่ดึงภาคเอกชนเข้ามาทำงานด้วยตั้งแต่การวางแผนการปลูกพืชและรับซื้อเพื่อให้มีตลาดรองรับ เกษตรกรจะเห็นทิศทางและความต้องการของตลาดว่าจะปลูกพืชชนิดใดและเอกชนก็ได้ประโยชน์ เพราะได้แรงงานและพื้นที่จากเกษตรกรมาปลุกพืชให้ตรงความต้องการ ซึ่งทำได้แบบนี้น่าจะเป็นจังหวัดที่เป็นโมเดลในการพัฒนาเกษตรกรให้พึ่งพาตนเองได้ดีกว่าโครงการรับจำนำและรับประกันสินค้าเกษตร ในอนาคตจะขยายพื้นที่ต้นแบบจาก 3 อำเภอเป็นการผลักดันให้เกิดการขยายผลทั้งจังหวัด จ.น่านจะกลายเป็นจังหวัดต้นแบบในการลดพื้นที่เพาะปลูกพืช และลดการบุกรุกป่าแต่เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นจากการปลูกพืชหลังการทำนาซึ่งรัฐบาลสามารถนำไปใช้ได้” ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าว

เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ กล่าวด้วยว่า การดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำใน จ.น่าน ถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากแม่น้ำน่านจะไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงปีละ 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 40-50% ของปริมาณทั้งหมดของแม่น้ำเจ้าพระยา การอนุรักษ์พื้นที่ป่าและการสร้างฝายเพื่อสร้างความชุ่มชื้นในผืนป่า จ.น่าน จะช่วยให้แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนภาคกลางจึงจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชหลังการทำนาในพื้นที่เดิมทำให้เกษตรกรไม่บุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น

ด้านนายธนกรณ์ รัชตานนท์ ประธานที่ปรึกษาหอการค้า จ.น่าน กล่าวว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจให้การตอบรับที่ดีในระดับหนึ่งเกี่ยวกับการใช้โมเดลในการพัฒนาของมูลนิธิ ซึ่งถือเป็นการทำธุรกิจเพื่อสังคมซึ่งได้ผลดีทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร โดยใช้หลักการเอาการตลาดนำ ซึ่งเกษตรกรจะต้องเข้ามาเรียนรู้การผลิตพืชที่มีคุณภาพ การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต ตรงนี้เป็นสิ่งที่เอกชนจะเข้ามาช่วยให้ความรู้กับเกษตรกรในพื้นที่ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การผลิตที่มีมาตรฐานทางการเกษตรเพิ่มขึ้นในอนาคต

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีกำหนดเดินทางไป จ.น่าน ในวันที่ 17 ก.พ.เพื่อร่วมงานเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามคำเชิญของนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งจะมีภารกิจในการไปศึกษาดูงานในโครงการในพระราชดำริที่อยู่ใน จ.น่าน