รมช.เกษตรฯ ปัดข้อเสนอแทรกแซงราคายางกิโลละ 80 บาท แจงยางพาราเจอโรคแทรกซ้อน ราคาร่วงตามน้ำมันดิบ
รมช.เกษตรฯ ปัดข้อเสนอแทรกแซงราคายางกิโลละ 80 บาทตามข้อเรียกร้องของเกษตรกร แจงยางพาราเจอโรคแทรกซ้อน ราคาร่วงตามน้ำมันดิบ หวั่นอุ้มเพิ่มอีกเท่ากับเป็น "ประชานิยม" เดินหน้าใช้มาตรการเดิมช่วย พร้อมเร่งรัดจ่ายเงินไร่ละพันให้เรียบร้อยก่อนสิ้นปี ชาวสวนยางสุราษฎร์นัดชุมนุมศาลากลางวันนี้ กอ.รมน.ตรังงัดกฎอัยการศึกขวางรวมตัว
นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่สามารถเข้าแทรกแซงราคายางพาราตามที่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางเรียกร้องได้ แม้จะมีการนัดชุมนุมกันในวันนี้ (9 ธ.ค.) และวันพรุ่งนี้ (10 ธ.ค.) ที่ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ก็ตาม
นายอำนวย กล่าวว่า ราคายางในขณะนี้ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้ อีกทั้งยังส่งผลให้เป้าหมายการสร้างราคายางให้ได้กิโลกรัมละ 80 บาทตามที่มีการเรียกร้องนั้นเป็นเรื่องยาก เป้าหมายขณะนี้อาจเป็นไปได้เพียงกิโลกรัมละ 60 บาทเท่านั้น จากปัจจุบันกิโลกรัมละ 51 บาท
ในวันที่ 9 ธ.ค.นี้ จะประชุมร่วมกับผู้แทนกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ที่นัดชุมนุม เพื่อชี้แจงถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยต้องมาทำความเข้าใจกัน เพราะถ้ารัฐบาลเข้าซื้อยางในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลกมากเกินไป ก็จะกลายเป็นการทำประชานิยม
"ราคายางวันนี้เหมือนมีโรคแทรกซ้อน ในระหว่างที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาแต่กลับพบว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงอย่างรุนแรง ทำให้ราคายางซึ่งเป็นคู่แฝดกันร่วงตาม เพราะเมื่อราคาน้ำมันดิบร่วง ยางสังเคราะห์ซึ่งเป็นผลพลอยได้ก็ร่วงลงตาม ฉุดราคายางธรรมชาติให้ร่วงตามด้วย" นายอำนวยระบุ
เดินหน้าใช้"บัฟเฟอร์ฟันด์"พยุงราคา
รมช.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า ปัจจัยจากราคาน้ำมันดิบเข้ามาแทรก รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้เงินมูลภัณฑ์กันชน (บัฟเฟอร์ฟันด์) เข้าซื้อยางพาราในตลาดทุกชนิด ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเงื่อนไขเดิมที่กองทุนนี้จะซื้อเพียงยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) ทำให้เกิดปัญหากับน้ำยางชนิดอื่น โดยขณะนี้เงินบัฟเฟอร์ฟันด์ทั้งหมด 20,000 ล้านบาท เบิกออกมาแล้ว 6,000 ล้านบาท ใช้ซื้อยางไปแล้ว 230 ล้านบาท ปริมาณยางรวม 4,000-5,000 ตัน ยังมีเงินเหลืออีกมากที่จะเข้าซื้อเพื่อพยุงราคายาง
นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือชาวสวนยาง พบว่าการปฏิบัติขณะนี้ติดขัดในขั้นตอนระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด จึงสั่งการและกำชับว่าต้องเร่งเดินหน้าแก้ไขให้เร็วที่สุด โดยตนจะติดตามทุกวัน ได้แก่ การจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท การปล่อยสินเชื่อให้ชาวสวนยางไปทำอาชีพเสริม ทั้งหมดนี้ยังล่าช้า เพราะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่กลัวว่าถ้าเร่งจ่ายเกิดผิดพลาดจะถูกตั้งกรรมการสอบ จึงสั่งการว่าให้ทำให้เร็ว ถ้าเกิดการผิดพลาดจะต้องตรวจสอบย้อนกลับเรียกเงินคืนได้ โดยคาดว่าสิ้นปีนี้จะต้องจ่ายแล้วเสร็จ
"ในส่วนของการจ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาทนั้น จะเร่งจ่ายให้กับชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้เมื่อปีที่ผ่านมาก่อน แต่จะตรวจสอบภายหลังหากพบว่าสวนยางมีการโค่นหรือขายแล้วก็ต้องเรียกเงินคืน ส่วนชาวสวนยางที่เหลือ 50,000 รายที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบระยะหนึ่ง" นายอำนวย ระบุ
นายอำนวย กล่าวด้วยว่า จากนี้ไปจนถึงช่วงปิดกรีด หรืออีก 3 เดือนข้างหน้าคาดว่าจะมียางออกสู่ตลาดรวม 9 แสนตันหรือเดือนละ 3 แสนตัน ในจำนวนนี้จะกระจายเข้าสู่บัพเฟอร์ฟัน อุตสาหกรรมในประเทศ ภาคเอกชนรับซื้อเพื่อส่งออกต่างประเทศ กรณีที่ราคายางยังปรับตัวลดลงต่อไป ก็จำเป็นต้องแรงซื้อมากขึ้นจากบัพเฟอร์ฟันนี้
"ปรีดิยาธร"รับมาตรการล่าช้า
ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้เริ่มออกมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราคามาตั้งแต่เดือน ต.ค.โดยวิธีการทยอยซื้อยางพาราในตลาด โดยมีเป้าหมายเพื่อดันให้ราคายางเพิ่มขึ้นผ่าน 3 มาตรการได้แก่ 1.มาตรการให้วงเงินจากกองทุนมูลพันธ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยทยอยใช้วงเงินในส่วนนี้เพื่อให้องค์การสวนยาง (อสย.) รับซื้อยางจากตลาดและสหกรณ์สวนยางเพื่อเก็บเข้าสู่สต็อก
2.วงเงินสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์ชาวสวนยางนำมาซื้อยางแผ่นเพื่ออัดก้อนแล้วส่งขายให้ อสย. และ 3.มาตรการให้สินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจน้ำยางข้น วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในการปฏิบัติมีความล่าช้า โดยวงเงินที่ให้ อสย.ไปซื้อยางพาราในตลาดก็เพิ่งจะดำเนินการได้ 10 วัน ส่วนการให้สินเชื่อแก่กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำยางข้นก็จะเริ่มอนุมัติได้ในวันนี้ (9 ธ.ค.) เป็นวันแรก ทำให้ราคายางพาราในช่วงที่ผ่านมาไม่ปรับตัวขึ้นเหมือนที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งขณะนี้เมื่อทยอยอนุมัติเงินได้ตามมาตรการ ก็ต้องให้เวลาสักระยะเพื่อให้มาตรการทำงาน เพราะปีนี้ปริมาณยางพาราออกมาน้อยกว่าทุกปีเฉลี่ยแค่ 3 ล้านตันเศษ ซึ่งจะน้อยกว่าความต้องการของตลาด
“ที่ผ่านมาก็ติดขัดเรื่องขั้นตอน มีการตั้งคำถามกันเยอะจากคนในที่ประชุม บางทีผมก็เบื่อเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะมีคำถามเยอะขนาดนั้น ถ้าทำตามมาตรการที่ออกมาตั้งแต่แรก อนุมัติเงินให้มีแรงซื้อยางทั้งสามแรงพร้อมๆ กัน ป่านนี้ราคาก็ขึ้นไปแล้ว ตอนนี้ผมก็ไล่ดูขั้นตอน หลังจากพรุ่งนี้ก็จะดีขึ้น ก็ต้องมีการพูดคุยกับเกษตรกรที่จะมาพรุ่งนี้จะพูดคุยอย่างจริงใจว่าปัญหามันเกิดขึ้นจากอะไร คิดว่าต้องช่วยกัน”ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
จี้รัฐอุดหนุน"น้ำยาทาหน้ายาง"
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐได้เปิดเวทีกลางให้ทุกกลุ่มเข้ามาแสดงความคิดเห็นและเสนอข้อเรียกร้อง คือ คณะกรรมการเครือข่ายเกษตรกร สถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจร ซึ่งมีนายอำนวยร่วมอยู่ด้วย อย่างเช่นกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ที่เคลื่อนไหวครั้งนี้ ก็มีผู้แทนอยู่ในคณะกรรมการฯ แต่คงเป็นเพราะเห็นว่านโยบายรัฐบาลที่ออกมาแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำยังค่อนข้างล่าช้าและไม่เข้าเป้า จึงออกมาเคลื่อนไหวในที่สุด
"ส่วนตัวเห็นว่าข้อเรียกร้องให้รัฐอุดหนุนราคายาง เช่น ยางแผ่นสูงถึงกิโลกรัมละ 80 บาท จากราคาปัจจุบัน 45 บาท คงทำได้ยาก ดังนั้นจึงได้เตรียมข้อเสนอให้รัฐบาลอุดหนุนเกษตรกร โดยซื้อน้ำยาทาหน้ายางเพิ่มผลผลิตและปุ๋ยสำหรับต้นยาง แจกจ่ายให้แก่เกษตรกร เพราะน้ำยาทาหน้ายางจะเร่งปริมาณผลผลิตน้ำยางที่เกษตรกรกรีดออกมามากถึง 2 เท่า วิธีการนี้ประเทศมาเลเซียใช้ได้ผลมานานแล้ว" นายอุทัย กล่าว
จี้ คสช.เรียก"5เสือการยาง"ถก
เขายังเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เชิญบริษัทผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของประเทศ 5 บริษัท หรือที่เรียกกันในวงการว่า 5 เสือการยาง เข้าพบด้วย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเวลามีปัญหาราคายางตกต่ำ ไม่เคยมีรัฐบาลใดพูดถึงพ่อค้ารายใหญ่กลุ่มนี้เลย ทั้งที่เป็นกลุ่มคนที่รู้เรื่องการซื้อยางและราคายางดีที่สุด เนื่องจากรับซื้อยางมากถึง 60% ของยางทั้งระบบ หรือรับซื้อปีละกว่า 2 ล้านตัน จากผลผลิตปีละประมาณ 4 ล้านตัน
"ตอนนี้ทราบมาว่ารมช.เกษตรฯ ได้นัด 5 เสือการยางเข้าพบแล้ว แต่ผมคิดว่าอำนาจรัฐมนตรีอาจไม่พอที่จะกดดันพ่อค้าซึ่งมีเงินมหาศาลได้" นายอุทัยกล่าว
สุราษฎร์ฯนัดรวมพลศาลากลาง
สำหรับความเคลื่อนไหวของเกษตรกรชาวสวนยางนั้น ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ชาวสวนยางได้นัดแนะไปรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางพาราอย่างจริงจัง โดยจะเรียกร้องให้ราคาเศษยาง อยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท น้ำยาง กิโลกรัมละ 70 บาท และยางแผ่น กิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนการช่วยเหลือจากรัฐบาล ไร่ละ 1,000 บาท ครอบครัวละ 15 ไร่ นั้น ไม่ได้ลดความเดือดร้อนของชาวสวนยาง
ทั้งนี้ นายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นัดแกนนำและตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางเข้าพบเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจที่ศาลากลางจังหวัดด้วย
ขณะที่เกษตรกรชาวสวนยางที่ จ.นครศรีธรรมราช มีการนัดหมายชุมนุมกันในวันที่ 10 ธ.ค. แต่ถูกหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงพยายามเจรจาต่อรองให้ยุติการชุมนุม เช่นเดียวกับที่ จ.ตรัง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จ.ตรัง (กอ.รมน.จ.ตรัง) ได้ออกหนังสือประชาสัมพันธ์ห้ามไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุม โดยอ้างเหตุผลว่าจะเกิดความเสียหายแก่ทางจังหวัดและเป็นการฝ่าฝืนกฎอัยการศึก





