"พล.อ.อุดมเดช" ผบ.ทบ. ยันไม่พบ นักโทษแหกคุกอินเดียเข้าไทย ระบุไร้เชื่อมโยงกับสถานการณ์ จชต.
"ผบ.ทบ." ยัน ไม่พบ “นักโทษแหกคุกอินเดีย”เข้าไทย ยันไร้เชื่อมโยงกับสถานการณ์ จชต. แต่ย้ำให้เฝ้าระวัง สั่งเข้มทุกด่านตรวจ พร้อมระบุเหตุ เผา อบต.หนองจิก โจรเปลี่ยนเป้า หลัง รปภ.โรงเรียนเข้มตามแผน “ทุ่งยางแดงโมเดล” เผยงบฯ 58ต้องซื้อ ซีซีทีวี-เสื้อเกราะทดแทน-เพิ่มเติม / ชี้ ต้องทบทวน 5 ข้อ “บีอาร์เอ็น” ที่คุยไว้เดิม หลังพบบางข้อยากที่จะเห็นชอบ ระบุ รอนายกฯ เคาะ“แผนพูดคุยสันติสุข-ชื่อทีมเจรจา”
ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะกรรมการอำนวยการสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (บอร์ดช่อง 5) ถึงกรณีทีมีข่าว นายจาก์ตา ซิงค์ทารา ผู้ต้องขังชาวอินเดียหลบหนีจากเรือนจำในประเทศอินเดียมากบดานในจ.นราธิวาสว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบว่าเข้ามาในประเทศไทย และไม่พบความเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวังชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ได้ให้เฝ้าติดตามอยู่ ก็ต้องระมัดระวัง ได้สั่งการให้เข้มงวดด่านตรวจจุดผ่านเข้า-ออก ร่วมถึงงานข่าวด้านเชิงลึก ที่ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่
ส่วนเหตุการณ์ลอบวงเพลิงองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต. )หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อคืนที่ผ่านมานั้น พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า กลุ่มก่อความไม่สงบอาจจะเปลี่ยนเป้าหมาย หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารได้มีความเข้มข้นในการดูแลรักษาโรงเรียน ตามการปฏิบัติตามแผนทุ่งยางแดงโมเดล ทำให้ไปก่อเหตุในสถานที่อื่นเพื่อสร้างภาพข่าวให้เป็นประเด็น เช่นเหตุที่เกิดบนถนนสายที่ 43 ทั้งนี้ยืนยันว่าหน่วยข่าวความมั่นคงยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่จะดูได้ละเอียดทั่วถึงทั้งหมดคงยาก แต่ก็พยายามและไม่ได้ตำหนิผู้ปฏิบัติงาน พร้อมชมเชยว่าเจ้าหน้าที่สามารถดูแลสถานการณ์ได้ดีแล้ว เพราะคนที่จ้องจะก่อเหตุทำได้ง่าย แต่เราก็สามารถป้องกันเหตุได้ดีที่สุด
ทั้งนี้ บางพื้นที่ยังขาดอุปกรณ์ โดยเฉพาะกล้อง ซีซีทีวี ซึ่งบางส่วนก็เสียไปตามสภาพ ขณะนี้ได้ให้ตรวจสอบตามแผนงบประมาณ 2558 โดยก่อนหน้าที่ที่ทุ่งยางแดงโมเดล ก็มีกล้องซีซีทีวี เสียอยู่หลายจุด ซึ่งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาซ่อมแซมจนสวามารถใช้งานได้ตามปกติเกือบทั้งหมด ส่วนบางจุดต้องมีการเสริมกล้องวงจรปิดเข้าไปเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนทุกมุม นอกจากนี้ยังขาดอุปกรณ์ในการตรวจค้นวัตถุระเบิด แม้ว่าทางรัฐบาลจะสนับสนุนอุปกรณ์อย่างเต็มที่ แต่ในปีงบประมาณ 2558 ก็ต้องการจัดซื้อ ตามความต้องการของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ยุทโธปกรณ์บางอย่างก็หมดอายุ โดยเฉพาะเสื้อเกาะกันกระสุน เมื่อครบอายุแล้ว ก็ต้องมีการหมุนเวียนเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน นายกรัฐมนตรีท่านได้บอกแล้วว่า เรื่องยุทโธปกรณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะดูแลอย่างเต็มที่
เมื่อถามถึง ความคืบหน้า เรื่องการพูดคุยเพื่อสันติสุข พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นเจ้าภาพหลัก ขณะนี้มีการเสนอแนวทางและแผนให้กับผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาแล้ว คาดว่าจะมีการอนุมัติเร็วๆนี้ เมื่อแผนโดยภาพรวมมีการอนุมัติโดยเฉพาะชื่อผู้ที่รับผิดชอบในการพูดคุย ก็ต้องรอรายละเอียดที่นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้สั่งการ ทั้งนี้โครงสร้างการพูดคุยจะมีการแบ่งกลุ่มงานย่อยตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพูดคุย โดย 1 เดือนที่ผ่านมาถือว่าไม่ช้า เพราะเรื่องนี้ต้องรอความเห็นชอบของผู้อำนวยความสะดวก คือประเทศมาเลเซียด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทย ได้พบกับนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียระหว่างการประชุมอาเซมที่ประเทศอิตาลีแล้ว สำหรับในระดับพื้นที่ก็ได้มีการดำเนินการเช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ
เมื่อถามถึง ข้อเสนอขอบีอาร์เอ็น 5 ข้อเดิมที่มีการพูดคุยกับคณะของไทยในรัฐบาลก่อนจะมีการสานต่อหรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า คงต้องมีการทบทวน เพราะเราไม่ได้คิดเห็นร่วม เพราะเป็นการระบุมาเพียงฝ่ายเดียว บางประเด็นขัดกับแนวทางของเราอยู่ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องในประเด็นที่เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของหรือจัดตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษนั้น ต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะบางอย่างเป็นเรื่องยากที่จะให้ความเห็นชอบด้วย ทั้งนี้ตนยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจากกลุ่มก่อความไม่สงบที่จะมาพูดคุยกับเรานั้นมีใครบ้าง ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้อำนวยความสะดวกประเทศมาเลเซียด้วย แต่เราอยากให้ผู้ที่มาพูดคุยด้วยกับเรามีศักยภาพ ตรงตัวที่สามารถตัดสินใจอะไรได้





