"ประยุทธ์"ขีดเส้น"ไฟใต้"ต้องจบภายใน 1 ปี ก่อนเข้าร่วมประชาคมอาเซียน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน
พร้อมวอนสื่อฯ ระวังคำพาดหัวข่าว ด้านเจ้าหน้าที่ปัตตานีสนธิกำลังปิดล้อมพื้นที่เป้าหมาย เจอคนร้ายยิงสวน ก่อนปะทะเดือด วิสามัญ 1 จับได้ 2 พบเป็นแกนนำระดับหัวหน้าปฏิบัติการ มีหมายจับอื้อ
เช้าวานนี้(28 ก.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เดินทางไปอำลาตำแหน่ง ผบ.ทบ. ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.ที่จะถึงนี้ พร้อมมอบนโยบายให้กับกำลังที่ปฏิบัติราชการในค่ายวชิราวุธ กองทัพภาคที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช
พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัญหาในภาคใต้ว่า การแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดภาคใต้นั้น เราจะต้องแก้ให้จบภายใน 1 ปีก่อนที่จะเข้าสู่อาเซียน เนื่องจากเมื่อเข้าสู่อาเซียนแล้วจะมีประเทศต่างๆ เดินทางเข้ามาแต่หากบ้านเมืองเรายังไม่สงบก็จะเป็นปัญหา ทั้งนี้อยากขอความร่วมสื่อมวลชนทุกแขนงว่า อย่าใช้คำว่า "ขบวนการ" กับกลุ่มบุคคลที่ก่อความไม่สงบในภาคใต้ เพราะการก่อเหตุเป็นเรื่องของบางบุคคลเท่านั้น
"การแก้ปัญหาภาคใต้ จะเน้นเรื่องการพูดคุยเพื่อให้เกิดสันติสุข ซึ่งตนได้เสนอมาทุกรัฐบาลให้ปรับโครงสร้างการแก้ปัญหา โดยพูดคุยกันหลายกลุ่ม และตอนนี้การดำเนินการต่างๆ เริ่มเข้าสู่ทิศทางที่ดี เช่นการมีหน่วยงานอย่างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)ที่รู้ปัญหาภาคใต้ มีการแต่งตั้ง พล.ท.กิตติ อินทสร เป็นแม่ทัพน้อยภาค 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนหน้า ที่ตั้งขึ้นมาดูแลปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะ"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาชาวสวนยางว่า รัฐบาลให้ความสำคัญและยกเป็นวาระแห่งชาติ โดยจะแก้ปัญหาด้วยการตั้งโรงงานแปรรูปยางในพื้นที่เพื่อตัดปัญหาที่ต้นเหตุ แต่อยากให้บ้านเมืองสงบก่อน เพราะหากไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุนในประเทศ
ขณะที่เหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งล่าสุดวันเดียวกัน เวลา 03.00 น. พ.ต.อ.ปัญญาวัฒน์ ชุมแสง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ (ผกก.สภ.) จ.ปัตตานี พร้อมด้วย พ.ต.ท.สมศักดิ์ นิเต็ม รอง ผกก.สภ.ปะนาเระ ร่วมกับทหารจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 42 และทหารพรานที่ 43(นปพ.ฉก.ทพ.42และ43) และชุดเฉพาะกิจ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 (ฉก.ตชด.44) เข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่หมู่ 1 บ้านบางมะรวด ต.บ้านกลาง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
ทั้งนี้ หลังสืบทราบพบกลุ่มคนร้าย ซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมายเข้ามาหลบซ่อนในพื้นที่ดังกล่าว โดยระหว่างการตรวจค้นพบว่า มีบ้านพักหลังหนึ่งมีลักษณะกระท่อมเล็ก แต่กลับมีรองเท้าวางไว้หลายคู่ เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกให้คนในบ้านออกมาเพื่อตรวจสอบ ขณะนั้นได้มีชายคนหนึ่งกระโดดออกมาจากบ้าน และใช้อาวุธปืนสั้นยิงใส่เจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางหนี จึงเกิดปะทะกัน ทำให้คนร้ายถูกวิสามัญ 1 ราย และถูกควบคุมได้อีก 2 ราย
ผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ นายอาหาหมัด ดือราแม อายุ 28 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่ 5 ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เป็นคนร้ายระดับ หัวหน้าปฏิบัติการ(ระดับPlatong) เป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา 8 หมาย มีบาดแผลถูกยิงที่ศรีษะ ลำตัวหลายนัด
ส่วนคนร้ายอีก 2 รายที่ถูกควบคุมตัวคือ นายอาลียาสะ สาเมาะ อายุ 31 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่ 2 บ.คลอง ต.ดอน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เป็นคนร้ายระดับปฏิบัติการ(ระดับ ajak) มีหมายจับ ป.วิอาญา 7 หมาย และนาย เจ๊ะดอเลาะ เจ๊ะมะ เจ้าของบ้านซึ่งอ้างว่า คนร้ายทั้งสองมาติดต่อซื้อนกกรงหัวจุก
นายอาลียาสะ กล่าวว่า ตนเป็นผู้ร่วมก่อเหตุในระดับปลายแถว(ระดับajak) ไม่มีอาวุธ มีหน้าที่สร้างมวลชนและช่วยเหลือผู้ก่อเหตุตามคำสั่งในแต่ละครั้ง จากบุคคลในกลุ่มระดับสั่งการทางโทรศัพท์ ที่ไม่เคยเปิดเผยตัว ก่อนจะหลบซ่อน โดยครั้งนี้ได้พาผู้ตาย(นายอาหาหมัด ดือราแม)มาหลบซ่อน แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญขณะเข้าตรวจค้น
ผลการตรวจค้นพบปืนพกสั้นขนาด 11 ม.ม.จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุน 20 นัด จึงยึดไว้เป็นหลักฐานพร้อมควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน และส่งต่อไปยัศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อขยายผลสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป
ด้าน พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายใน(กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวถึงเหตุปะทะกันที่ อ.ปะนาเร ว่า ผลการปฏิบัติงานดังกล่าวเกิดจากการขยายผลคำรับสารภาพของ นายมะยา กาเส็ง ที่ถูกจับกุมตัวในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ตามนโยบายของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
"นายอาหาหมัด และนายอารียาสะ มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ทั้งลอบยิง และลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน เช่น เหตุโจมตีทหาร หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 เสียชีวิต 4 นาย เมื่อ 28 ก.ค.55 โดยในครั้งนั้นมีการออกหมายจับผู้ต้องหา 11 คน จับกุมได้ 7 คน เสียชีวิต 1 คน และหลบหนี 3 คน" พ.อ.ปราโมทย์
โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวอีกว่า การปฏิบัติงานในครั้งนี้ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก เพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยผู้ที่ถูกควบคุมตัวจะได้รับการปฏิบัติในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะได้รวบรวมหลักฐาน และตรวจสอบอาวุธปืนที่ยึดได้ รวมทั้งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายความเชื่อมโยงกับคดีอื่นๆ ต่อไป


