(รายงาน) เปิดสูตรบริหาร-จัดการน้ำรับมือแล้ง2จังหวัดตะวันออก
การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจด้านหนึ่ง คือ การรับทราบถึงสถานการณ์น้ำ และเป็นที่มาของการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการเพื่อถือปฏิบัติ เช่น ปรับแผนการผลิต เพื่อให้ใช้น้ำตามศักยภาพสำหรับภาคเกษตร ให้ความสำคัญต่อการรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัดในภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว
ประเด็นเรื่องการใช้น้ำอย่างประหยัดในด้านการท่องเที่ยวนั้น สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเตือนที่น่าเป็นห่วงอย่าง โดยเฉพาะกับแหล่งท่องเที่ยวในภาคตะวันออก เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของกรมชลประทาน ที่พุ่งเป้าความกังวลไปที่ 2 จังหวัดท่องเที่ยวดัง อย่าง ชลบุรี และระยอง
จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน นับจากนี้ ไปจนสิ้นฤดูฝน พบว่ามีแนวโน้มที่จะอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่าปกติ ส่งผลต่อน้ำต้นทุนในแหล่งกักเก็บน้ำ ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง จึงมีการวางแนวทางในการบริหารจัดการน้ำกล่าวคือ
ชลบุรี มีแหล่งกักเก็บน้ำ คือ อ่างเก็บน้ำบางพระ และอ่างเก็บน้ำหนองค้อ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 18 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมกับปริมาณน้ำที่จะไหลลงอ่างทั้ง 2 แห่ง ในฤดูฝนคาดการณ์ไว้ที่ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็นจำนวน 32 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้น้ำทุกภาคส่วนในช่วงฤดูฝน
ส่วนในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง ต้องจัดทำมาตรการลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ด้วยการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ โดยการสูบน้ำจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งสามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร จากมาตรการดังกล่าว เมื่อสิ้นฤดูฝน จ.ชลบุรี จะมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 2 แห่งรวมกัน 34 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมเข้ากับการสูบน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมอ่างเก็บน้ำบางพระ ในเดือนพ.ย. จำนวน 6 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ ในฤดูแล้ง ที่คาดว่าอยู่ที่ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับว่าทำให้มีน้ำต้นทุนทั้งหมดไว้ใช้ตลอดฤดูแล้ง 48 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้น้ำทุกสาขา
ระยอง มีแหล่งน้ำประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ การบริหารจัดการน้ำ จะใช้รูปแบบเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างอ่างเก็บน้ำ กับระบบส่งน้ำ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 80 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมกับปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯในฤดูฝน 100 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับว่าจะมีน้ำสะสม 180 ล้านลูกบาศก์เมตร เพียงพอสำหรับการใช้น้ำตลอดฤดูฝน
ส่วนการเตรียมพร้อมรับมือขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง จะมีการสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพิ่มน้ำได้ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร สูบน้ำจากแม่น้ำระยอง ด้านเหนือฝายบ้านค่ายในช่วงฤดูน้ำหลาก ไปเติมอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ที่จะเพิ่มน้ำได้ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร
แนวทางสุดท้ายคือ ผันน้ำจากคลองวังโตนด จันทบุรี ไปเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งเพิ่มปริมาณน้ำได้ 28 ล้านลูกบาศก์เมตร แนวทางข้างต้นนี้ ทำให้เมื่อสิ้นฤดูฝนจะมีน้ำในอ่างเก็บน้ำในเขตระยอง รวมกันทั้งสิ้น 115 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่คาดว่าจะไหลลงอ่างฯ ในฤดูแล้งที่น่าจะอยู่ที่ 58 ล้านลูกบาศก์เมตร ผนวกเข้ากับ การผันน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ในช่วงฤดูแล้ง 36 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นเมื่อคำนวณเป็นปริมาณน้ำต้นทุนในฤดูแล้งรวม จะอยู่ 209 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้น้ำในทุกสาขา
นายบุญสม ยุติธรรมภิญโญ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ระบบบริหารจัดการน้ำของ จังหวัดในขณะนี้ มีอ่างเก็บน้ำรวม 7 แห่ง สามารถเชื่อมโยงระบบส่งน้ำเข้าถึงกันได้ทั้งหมด จากข้อมูลในขณะนี้ พบว่าปริมาณน้ำสะสมอยู่ที่ 65 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ในปี 2556 ช่วงระยะเวลาเดียวกันอยู่ที่ 85 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ดี หากเกิดภัยแล้งยาวนาน น้ำที่มีอยู่ก็จะใช้ได้จนถึงมี.ค. 2558 และตามแนวทางที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นก็คือ ผันน้ำจากแม่น้ำบางประกงเข้ามาเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งขณะนี้ได้ผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกงแล้วเข้ามาบ้างแล้ว
"ขณะนี้ทางสำนักงานชลประทานที่ 9 ชลบุรี ยังได้ประสานกับ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (อีสท์วอเตอร์) และการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อวางแผนเตรียมน้ำสำรองไว้รองรับในกรณีวิกฤต โดยภาคเอกชนสามารถส่งน้ำเข้ามาในระบบเชื่อมโยงตามอ่างต่างๆ ทั้ง 7 แห่ง ได้ 20 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ส่วนการประปาส่วนภูมิภาค ได้เตรียมจะผันน้ำจากฉะเชิงเทรา เข้ามาในระบบเช่นกัน" นายบุญสม กล่าว
ขณะที่ นายสินชัย วัฒนศาสตร์สาธร นายกสมาคมธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา กล่าวว่า สมาคมได้มีการหารือ เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาภัยแล้ง ที่จะกระทบมาถึงการขาดแคลนน้ำ ด้วยการให้สมาชิกตื่นตัว ต่อการหาแหล่งน้ำสำรองเอาไว้ เพื่อความไม่ประมาท และไม่ให้เกิดปัญหาที่กระทบมาถึงการใช้บริการในภาคการท่องเที่ยว
ส่วน นายประสาน พฤกษาชาติ หัวหน้าสำนักชลประทานระยอง กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำสำคัญของจังหวัด ทั้ง 3 แห่ง คือ อ่างดอกกราย อ่างหนองปลาไหล และอ่างคลองใหญ่ มีปริมาณน้ำรวมกัน 120 ล้านลูกบาศก์เมตรจากปริมาณความจุรวมกัน 275 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 42% ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ ณ ปัจจุบัน ประกอบกับยังมีฝนตกลงมาในพื้นที่ต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจว่า จะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2547 - 2548 อย่างแน่นอน
.........................
(ล้อมกรอบ)
ลุ่มน้ำเพชรบุรี วางแผนรับมือภาคเกษตร
นายวิชัย ไตรสุรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันเขื่อนแก่งกระจานมีน้ำอยู่ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรเศษ จากความจุของเขื่อน 710 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ในปี 2556 ช่วงเดียวกันมีน้ำอยู่ที่ 440 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนแม่ประจันต์อันเนื่องมาจากพระราชดำริมีน้ำอยู่ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรเศษ จากความจุของเขื่อน 42.2 ล้านลูกบาศก์เมตร
เทียบช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เขื่อนแม่ประจันต์มีน้ำ 21 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนห้วยผากมีน้ำอยู่ 16 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุของเขื่อน 27.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่มี 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ในปัจจุบัน หากรวมทั้ง 3 เขื่อนเข้าด้วยกัน ก็จะมีราว 380 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุรวมของเขื่อน 779.7 ล้านลูกบาศก์เมตร หากเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 3 เขื่อนมีน้ำรวมกัน 479 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปริมาณน้ำ ต่ำกว่าปีที่แล้ว 100 ล้านลูกบาศก์เมตร
"จากปัญหาน้ำในเขื่อนหลักทั้ง 3 เขื่อน ของลุ่มน้ำเพชรบุรี มีน้อย จากนี้ไปจะใช้ให้น้อยที่สุด เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งปี 58 ส่งเข้าพื้นที่เกษตร รวม 390,000 ไร่ ส่วนการผลิตน้ำประปาและการใช้ในภาคการท่องเที่ยว จะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากมีการทำแผนรองรับไว้แล้ว" นายวิชัย กล่าว
นายสุพล หมอนทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ปัญหาต้นทุนน้ำของเขื่อนในลุ่มน้ำเพชรบุรีมีน้อยใน จะทำให้เกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเกษตรกรในเขตอ.ชะอำ ที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากมาติดต่อกัน 5 ปีแล้ว เนื่องจากระบบจัดส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรทำได้ไม่ครอบคลุม





