อีสานโพลสำรวจ พบคนอีสานเฉยๆกับการได้ "พล.อ.ประยุทธ์" เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ วอนเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ
นายสุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล (E-Saan Poll) ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “คนอีสานประเมินการเมืองไทย” โดยการสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานเกี่ยวกับการประเมินผลการทำงานของ คสช. และสถานการณ์การเมืองไทย โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม 2557 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,060 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด
เมื่อสอบถามความเห็นของกลุ่มตัวอย่างชาวอีสานว่า ท่านประเมินการทำงานของ คสช. ในการเข้ามาแก้วิกฤตบ้านเมืองในรอบ 3 เดือนอย่างไร พบว่าอันดับหนึ่ง ร้อยละ 53.3 ประเมินว่าการทำงานของ คสช.อยู่ในระดับดี รองลงมา ร้อยละ 27.5 ประเมินว่าพอใช้ ร้อยละ 15.0 ประเมินว่าดีมาก ร้อยละ 3.3 ประเมินว่าควรปรับปรุง และมีเพียงร้อยละ 0.9 ประเมินไม่ผ่านหรือสอบตก ซึ่งประมวลเป็นเกรดเฉลี่ยได้ 2.78 เพิ่มขึ้นมากกว่าผลงานในรอบ 1 เดือนซึ่งได้เกรดเฉลี่ย 2.50
เมื่อสอบถามถึงท่านรู้สึกอย่างไรเมื่อ สนช. ลงมติเห็นชอบให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 53.8 รู้สึกเฉย ๆ รองลงมาร้อยละ 40.6 รู้สึกพอใจ และอีกร้อยละ 5.6 รู้สึกไม่พอใจ
ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ควรมีสัดส่วนระหว่างทหาร (รวมอดีตทหาร) และพลเรือนอย่างไรจึงจะเหมาะสม พบว่าอันดับหนึ่งกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 52.3 ระบุว่าสัดส่วนพลเรือนและทหารควรใกล้เคียงกัน รองลงมาร้อยละ 38.6 เห็นว่าสัดส่วนพลเรือนควรมากกว่าทหาร และมีเพียงร้อยละ 9.1 เห็นว่าสัดส่วนทหารควรมากกว่าพลเรือน
นอกจากนี้อีสานโพลยังสอบถามด้วยคำถามปลายเปิดต่อว่า ท่านอยากให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่แก้ปัญหาอะไรให้จังหวัดของท่านมากที่สุด พบว่าส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเป็นหลักตามมาด้วยปัญหาทางสังคม เมื่อแยกย่อยรายละเอียด พบว่าอันดับหนึ่ง ร้อยละ 35.8 อยากให้แก้ปัญหาค่าครองชีพจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพง รองลงมา ร้อยละ 10.3 ปัญหาราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ตามมาด้วย ร้อยละ 9.4 ปัญหาราคาน้ำมันและพลังงานอื่นๆ ร้อยละ 9.4 ปัญหายาเสพติด และร้อยละ 8.8 ปัญหาอาชญากรรม
ท้ายสุด เมื่อถามความคิดเพื่อประเมินว่าการปฏิรูปด้านพลังงานในยุค คสช. จะส่งผลให้ประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้นหรือไม่ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 55.8 เห็นว่าได้ประโยชน์มากขึ้น รองลงมาร้อยละ 45.7 ไม่แตกต่างจากเดิม และเพียงร้อยละ 1.8 เห็นว่าเสียประโยชน์มากขึ้น


