วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรื่องเศร้าวันแม่ที่ชายแดนใต้

(รายงาน) เรื่องเศร้าวันแม่ที่ชายแดนใต้...เสียงร้องไห้ดังแทรกควันระเบิด

“วันแม่” ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันที่ปัญหาความไม่สงบยังคงไม่คลี่คลาย จึงยังมีเรื่องเล่ามากมายที่อาจไม่ได้เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขเหมือนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศนี้

ตลอด 9 ปีเต็มของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และกว่า 10 ปีของการใช้กฎอัยการศึกที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ทันทีโดยไม่ต้องมีหมายจับหรือมีข้อหา แม้ว่าผลด้านหนึ่งจะทำให้การติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งทำให้ชายฉกรรจ์จำนวนมากอยู่บ้านไม่ได้ บ้างก็หนีเข้าป่า บ้างก็หนีไปทำงานที่มาเลเซีย

ข่าวร้ายข่าวลือเรื่องคนนั้นถูกขึ้นแบล็คลิสต์ คนนี้ถูกออกหมายจับ ฯลฯ กลายเป็นข่าวสารประจำวันที่พูดกันตามร้านน้ำชาเกือบทุกแห่ง หลายกรณีทำให้คนหัวใสใช้เป็นช่องทางในการเรียกเงินชาวบ้านเพื่อไป “ปลดหมาย” หรือ “ลบชื่อออกจากแบล็คลิสต์”

เมื่อผู้ชายในฐานะ “เสาหลักของครอบครัว” อยู่บ้านไม่ได้ ทำให้ผู้หญิงผู้เป็น “แม่” ต้องทำหน้าที่นั้นแทน

ซ้ำร้ายในบางครอบครัวได้กลายเป็นเงื่อนไขทำให้สมาชิกในบ้านไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า...

ดังเช่นครอบครัวของ วาฮีดา วัยเพียง 10 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (ป.4) ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส

“ตามหลักหนูต้องเรียนชั้น ป.5 แล้ว แต่ที่ผ่านมาต้องหยุดเรียนไป 1 ปีตอนไปอยู่กับแม่ที่มาเลเซีย ต่อมาน้าสาวชวนให้กลับมาอยู่ที่บ้านกับน้า ส่วนน้อง 2 คน คนหนึ่งนอายุ 1 ขวบ กับอีกคนอายุ 1 เดือนยังอยู่กับแม่ หนูต้องแยกกับแม่มาอยู่กับน้าเพราะต้องเรียนหนังสือ”

ครอบครัวของ วาฮีดา ประสบเคราะห์กรรมไม่ต่างจากอีกหลายครอบครัวที่ชายแดนใต้ กล่าวคือ พ่ออยู่บ้านไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่มีข่าวคราวไม่ค่อยดีที่เกี่ยวพันกับพ่อ ทำให้พ่อตัดสินใจหนีข้ามฝั่งไปทำงานที่มาเลเซีย ก่อนจะพาครอบครัวตามไปอยู่ด้วย

วาฮีดา ต้องหยุดเรียน 1 ปีช่วงตามแม่ไปอยู่มาเลเซีย แต่ด้วยความที่ญาติฝ่ายแม่อยากให้เธอได้เรียนต่อ จึงขอให้เธอกลับมาอยู่ที่รือเสาะ เพื่อเริ่มชีวิตในห้องเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ

“วันแม่ปีนี้อยากกอดแม่เหมือนเพื่อนๆ ที่เขามีแม่อยู่ด้วยกัน แต่แม่เราต้องไปทำงานที่มาเลเซีย อยากบอกรักแม่ หนูรู้ว่าแม่ไปทำงานที่นั่นเพราะแม่ทำเพื่อหนู แม่ทำทุกอย่างให้หนูมีความสุข มีเสื้อผ้าใส่ ให้หนูอยู่สุขสบาย ให้เรียนหนังสือ หนูจะได้เป็นคนดี มีอนาคต” เป็นเสียงเล็กๆ ของวาฮีดา พร้อมคำสัญญาที่ฝากไปให้แม่ที่อยู่ไกลถึงมาเลเซีย

วาฮีดา กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เป็นยอดปรารถนาของเธอไม่ใช่ของเล่นหรือตุ๊กตา แต่เป็นการได้อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกเหมือนครอบครัวอื่นๆ

ความหวังของวาฮีดายังมีโอกาสเป็นจริง แต่สำหรับ รอฮานา ตาและ วัย 17 ปี ไม่มีวันเป็นจริงได้อีกแล้ว เพราะแม่ของเธอเพิ่งจากเธอกับน้องๆ ไปช่วงก่อนวันแม่ไม่นาน ทำให้วันนี้เธอต้องเป็นทั้งพี่และ “แม่” ให้กับน้องๆ ของเธอ

"เราไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง ได้แต่ย้ายตามแม่ไปทุกที่ ปัตตานีก็ไปอยู่หลายอำเภอ ยะลาก็เหมือนกัน ตอนนี้มาอาศัยอยู่ที่ อ.ยะหา”

รอฮานา เล่าว่า เธอมีพี่น้อง 6 คน พี่สาวคนโตแต่งงานได้สามีเป็นคน จ.นราธิวาส จึงไปอยู่นราธิวาสกับครอบครัวใหม่ ส่วนตัวเธอเองเป็นลูกคนที่สอง หย่าขาดกับสามีแล้วจึงกลับมาดูแลน้องๆ อีก 4 คน เพราะหลังจากที่แม่จากไป น้อง 2 คนที่เป็นผู้ชายก็เลยไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ส่วนน้องสาวอีก 2 คนยังเรียนอยู่ชั้นประถมคนหนึ่ง และมัธยมอีกคน

“วันแม่ปีนี้รู้สึกเศร้ากว่าปีไหนๆ เพราะเราไม่มีแม่แล้ว ทั้งยังต้องมาทำหน้าที่แทนแม่ ด้วยการดูแลน้องๆ แม้ที่ผ่านมาเราจะลำบาก แต่เราก็อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ถึงจะอดพร้อมกันทุกคน แต่พวกเราก็มีความสุข ทว่าปีนี้เศร้าจนบอกไม่ถูก ไม่รู้จะบอกใครดี ลำพังตัวเองพอจะเก็บความรู้สึกได้บ้าง แต่น้องๆ ที่ยังเล็ก เขาได้แต่ร้องไห้เวลาคิดถึงแม่”

“ชีวิตเหมือนถูกแกล้งให้ลำบาก แล้วยังมาเจอปัญหาครอบครัวอีก ก่อนหน้านี้แม่ให้ฉันแต่งงานกับผู้ชายที่ยี่งอ (อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส) จนได้ลูกสาว 1 คนอายุ 2 ขวบ แต่แล้วก็ต้องมาเลิกกันเพราะเขาติดยา ฉันพาลูกกลับมาอยู่บ้าน แต่พอกลับมาอยู่บ้านได้ไม่นานแม่ก็จากเราไป”

วันนี้หน้าที่ทุกอย่างที่แม่เคยทำ ตกมาอยู่ที่รอฮานา โดยที่สภาพจิตใจของเธอก็ยังไม่สมบูรณ์

“ปัญหาหลายอย่างเข้ามา ฉันเองสามารถส่งให้น้องเรียนหนังสือได้แค่ 2 คน ส่วนอีก 2 คน (น้องชาย) เขาไม่อยากเรียน เพราะเขาบอกว่า สงสารเรา เลยออกมาช่วยเรากรีดยาง”

“ชีวิตทุกวันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก แต่ละวันตื่นนอนขึ้นมาก็ถีบจักรยานออกไปกรีดยาง ได้วันหนึ่งไม่ถึงร้อยบาท แต่ก็พอเอามาซื้อข้าวสารและกับข้าวได้ โชคดีที่น้องๆ เข้าใจ เขาจะกินเท่าที่พอจะหามาได้ ส่วนลูกของฉันเอง หลายครั้งไม่มีเวลาดูแล โดยเฉพาะช่วงที่เราทิ้งเขาไปกรีดยาง ลูกไปเล่นน้ำมันทอดปลาที่ร้อนๆ จนถูกน้ำมันลวกตัว เพราะก่อนไปกรีดยางตอนเช้าจะหุงข้าวทอดปลาให้น้องๆ กิน แต่ลูกเราซนไปเล่นจนทำให้น้ำมันลวก บางวันก็เล่นจนไฟช็อต”

“ส่วนน้องถัดจากฉัน 2 คน ก็จะดูแลน้องสองคนเล็ก แต่งตัวน้องแล้วพาไปส่งโรงเรียน พอกลับมาก็จะรับจ้างเพื่อนบ้านทำงานทุกอย่าง ได้เพิ่มอีก 20-30 บาทก็สามารถเอามาซื้อกับข้าวในวันนั้นกินได้ ส่วนขี้ยางที่กรีดทิ้งไว้ จะเก็บมาขาย อาทิตย์หนึ่งได้ 300-400 บาท ก็พอเอามาซื้อข้าวสาร และเก็บให้น้องๆ ไปโรงเรียน”

6 ชีวิตในวัยกำลังกินกำลังนอนกับรายรับเดือนละไม่ถึง 5 พันในวันที่ไม่มีแม่...นี่คืออีกหนึ่งในหลายๆ ความจริงที่ชายแดนใต้ ความจริงที่ไม่ค่อยมีใครใส่ใจ เพราะไม่เกี่ยวอะไรกับความรุนแรง สันติภาพ และงบประมาณ!