"ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ส่ง โอลิวิเยร์ ชิรูด์-ลูคัส โพโดลสกี-ซานติ กาซอร์ลา 3 ประสาน ล่าประตู "ขุนค้อน"
เวสต์แฮม หวังกลับคืน "ท็อปโฟร์" 4 อันดับแรก พรีเมียร์ลีก เมืองผู้ดี ด้าน "สตีวีจี" สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตัน "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ร่ำไห้ หลังนำลูกทีมชนะ 10 นัดรวด พรีเมียร์ลีก ด้วยการคว่ำ ซิตี 3-2 ต้องการอีก 4 เกมเพื่อเป็นแชมป์ ทำให้เหมือนกลับไปเป็นเด็กอายุ 21 ปีอีกครั้ง ด้าน "เสือลาย" ฮัลล์ ซิตี สอนเชิง "ดาบคู่" เชฟฯ ยูไนเต็ด 5-3 เข้ารอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล
ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กลางดึกวันอังคารที่ 15 เม.ย. มีเพียงคู่เดียวแต่เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีทีมร่วมเมืองหลวง "ลอนดอน ดาร์บีแมทช์" ระหว่าง "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ที่จะเปิดสนามเอมิเรตส์ ฝั่งลอนดอนเหนือ รอรับการมาเยือนของ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด จากฝั่งตะวันออก
ก่อนเกม อาร์เซนอล แข่ง 33 นัด มี 64 แต้ม อยู่อันดับ 5 จำเป็นต้องชนะ เพื่อที่จะแซง เอฟเวอร์ตัน ที่มี 66 แต้ม กลับเข้าไปอยู่อันดับ 4 พื้นที่สโมสรยุโรป ถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทีมสุดท้าย ส่วน เวสต์แฮม แข่ง 33 นัด มี 37 แต้ม อยู่อันดับ 11 ไม่มีอะไรต้องกดดันมากนัก เพราะห่างจาก ฟูแล่ม ทีมอันดับ 18 พื้นที่ตกชั้นทีมสุดท้ายถึง 7 แต้ม
เชื่อว่าเกมนี้ แม้ อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีม กำลังไม่พอใจพฤติกรรมส่วนตัวนอกสนามของ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ กองหน้าชาวฝรั่งเศส แต่ก็น่าจะจับลงเป็นตัวจริง แล้วให้ ลูคัส โพโดลสกี กับ ซานติ กาซอร์ลา เปิดป้อนหรือคอยเติมขึ้นมายิงจากแนวกราบสนาม
ด้าน เวสต์แฮม ของกุนซือ แซม อัลลาไดซ์ ได้เปรียบเรื่องความสด เพราะได้พักมาถึง 9 วัน แต่อาร์เซนอล เพิ่งเล่นถ้วยเอฟเอ มาเมื่อ 3 คืนก่อน และไม่ว่า อัลลาไดซ์ จะคุมทีมใด นับตั้งแต่ โบลตัน วันเดอเรอร์ส มักจะเป็นไม้เบื่อไม้เมา แย่งแต้มจาก "ปืนใหญ่" ได้เสมอ เชื่อว่าเกมนี้ อัลลาไดซ์ จะใช้ผู้เล่นจากเกมล่าสุดที่แพ้ ลิเวอร์พูล คาสนามอัพตัน ปาร์ค ของตัวเอง ที่มี แอนดี แคร์โรลล์ เป็นกองหน้าตัวจบสกอร์
ส่วน สตีเวน เจอร์ราร์ด กองกลางกัปตันทีม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูง ที่ถึงกับร่ำไห้หลังเกมชนะ แมนฯ ซิตี้ 3-2 ที่สนามแอนฟิลด์ ของตัวเอง คืนวันอาทิตย์ที่ 13 เม.ย. ทำให้ ลิเวอร์พูล แข่ง 34 นัด มี 77 แต้ม ทิ้งห่าง "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี รองจ่าฝูง 2 แต้ม และห่างจาก ซิตี้ ทีมอันดับ 3 ที่แข่งน้อยกว่า 2 นัด 7 แต้ม ได้ออกมาเปิดใจว่า ทุกคนทำการบ้านมาหนักมาก การชนะ 10 นัดรวดติดต่อกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และเมื่อชนะซิตี้ ทำให้ผู้เล่น "หงส์แดง" ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ 4 เกมสุดท้าย อยู่ที่ตัวเองล้วนๆ
นอกจากนั้นการกลับมามีลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี อย่างเต็มตัวครั้งแรกของลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1990 ทำให้ "สตีวีจี" รู้สึกกลับไปเป็นเด็กหนุ่มอายุ 21 ปีอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงอายุที่ เจอร์ราร์ด ขึ้นมาเป็นตัวหลักให้ "หงส์แดง" อย่างเต็มตัวเมื่อปี 2001
อย่างไรก็ตามกัปตันทีมวัย 33 ปีผู้นี้ ได้ออกมาเตือนเพื่อนร่วมทีมว่า ลิเวอร์พูล ยังไม่ได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ยังเหลืออีก 4 เกม และต้องเตรียมพร้อมให้ดีที่สุดสำหรับเกมถัดไปกับ นอริช ซิตี
สำหรับเกมดังกล่าว ลิเวอร์พูล ขึ้นนำก่อน 2 ประตูจาก ราฮีม สเตอร์ลิง นาที 6 และ มาร์ติน สเคอร์เทล นาที 26 ก่อนที่ ซิตี้ จะมาทวงคืน 2 ประตูรวดจาก ดาวิด ซิลบา นาที 57 และการทำเข้าประตูตัวเองของ เกล็น จอห์นสัน นาที 62 ทว่า "หงส์แดง" มาได้ประตูตัดสินเกมจาก ฟิลิปเป คูตินโญ นาที 78 แต่ลิเวอร์พูล ก็ต้องสังเวยหนึ่งใบแดง เมื่อ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน โดนไล่ออกจากสนามนาที 90 (+3)
ส่วนอีกคู่ "หงส์ขาว" สวอนซี ซิตี้ แพ้ เชลซี 0-1 ที่สนามลิเบอร์ตี ของตัวเอง โดย สวอนซี ต้องเล่น 10 คน ตั้งแต่นาที 16 เมื่อ ชิโค ฟลอเรส โดนใบเหลือง-แดง ไล่ออกจากสนาม ก่อนที่ "สิงโตน้ำเงินคราม" จะมาได้ประตูจาก เดมบา บา นาที 68
ขณะที่ศึกเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ ปรากฏว่า ฮัลล์ ซิตี ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 5-3 โดย "เสือลาย" ได้ประตูจาก ยานนิก ซักโบ นาที 42, แม็ตตี ฟรายแอตต์ นาที 43, ทอม ฮัดเดิลสตัน นาที 54, สตีเฟน ควินน์ นาที 67 และ เดวิด มายเลอร์ นาที 90 (+3) ส่วน "ดาบคู่" ได้ประตูจาก โจเซ แบ็กซ์เตอร์ นาที 19, สเตฟาน สคูกอลล์ นาที 44 และ เจมี เมอร์ฟี นาที 90
จากชัยชนะเกมนี้ ส่งผลให้ ฮัลล์ เข้ารอบชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร นับตั้งแต่ก่อตั้งมาในปี 1904 หรือเมื่อ 110 ปีก่อน โดยรอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง อาร์เซนอล กับ ฮัลล์ ซิตี้ จะมีขึ้นในคืนวันเสาร์ที่ 17 พ.ค.นี้ ที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน


