'เสรี วงษ์มณฑา'เชื่อผู้มีอำนาจตัวการถอดเหนือเมฆ2

มธ.จัดถกถอดเหนือเมฆ2 'เสรี วงษ์มณฑา' เชื่อผู้มีอำนาจตัวการ ช่อง 3 แค่หนังหน้าไฟ เหตุสัญญาสัมปทานทาส 'หมอชูรักชูรส' อัดช่อง 3 หลากมาตรฐาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “ เหนือเมฆ 2 บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อต่อสังคม” ที่หอประชุมจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายเสรี วงษ์มณฑา นักสื่อสารมวลชน กล่าวว่า หากจะถามว่าใครอยู่เบื้องหลังการที่ละครเหนือเมฆ 2 ถูกแบน ก็คงได้คำตอบเหมือนเวลาที่สื่อไปถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในรัฐบาลหรือแก้รัฐธรรมนูญ หรือไม่ เขาก็ต้องบอกว่าไม่เกี่ยว แต่ถ้าเราใช้สมองและตรรกะ พิจารณาก็จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งการสรุปจากสมองคิดได้ว่า ที่ละครเหนือเมฆ 2 ถูกแบน เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจแน่นอนโดยจะเป็นใครก็แล้วแต่
ขณะที่ช่อง 3 เองก็น้ำท่วมปากอยู่ในฐานะนักธุรกิจที่ไม่อยากจะมีปัญหากับนักการเมืองจึงต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ ต้องออกมาเป็นแพะ เป็นหนังหน้าไฟให้โดนด่า โดนต่อว่า ซึ่งการเป็นเป็นธุรกิจสัมปทานก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นทาส เพราะการทำอะไรก็ตามก็ไม่มีทางที่จะสะอาดบริสุทธิ์ไร้แผล เพราะถ้าเขาคิดจะให้หลุดจากสัมปทานเอาเหตุนิดเดียวมาก็ได้ เหมือนครั้งที่เขาจะเอานายปิยะสวัสดิ์ อมระนันท์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด ( มหาชน) ออกจากการบินไทย คิดจะเอาออกก็จะหาให้ได้ว่านายปิยะสวัสดิ์ ทำอะไรบ้างที่น่าจะหลุด จึงไม่ต่างกับกรณีนี้ ดังนั้นวันนี้ถ้าเขาจะหาเหตุมาไต่สวนเพื่อยกเลิกสัมปทานช่อง 3 หาได้หรือไม่ ดังนั้นช่อง 3 ในฐานะธุรกิจสัมปทานก็น่าเห็นใจ ที่มีสิทธิ์จะถูกหาเหตุมาสร้างความหวั่นไหวในธุรกิจ ขณะที่เวลานี้ช่อง 3 กำลังเลือกระหว่าง ถูกประณามโดยกลุ่มในสื่อโซเชียลมีเดีย กับการมีธุรกิจสัมปทาน เขาก็เลือกถูกต่อว่าดีกว่าธุรกิจต้องสั่นครอน
นายเสรี กล่าวว่า อย่างไรก็ดีหากมองช่อง 3 ในแง่มุมององค์กรด่านธุรกิจ เราเข้าใจได้ แต่ในแง่องค์กรทางสังคมในมุมมองสังคมและมนุษย์ศาสตร์เพื่อปกป้องธุรกิจตัวเองจนลืมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น เราก็ไม่ชอบใจเพราะสื่อไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ เนื่องจากสิ่งที่สื่อทำมีทั้งผู้ชมอยู่ ฟังอยู่ และมีคนเลียนแบบ ดังนั้นสื่อจึงต้องรักษาศักดิ์ศรีและความเป็นครูไว้ให้ได้ด้วย เพราะสื่อเป็นครูในสังคม ซึ่งหากในมองมุมกลับกันถ้าช่อง 3 ถูกรังแกเราก็คงไม่นิ่งเฉย ขณะที่การแก้วิฤตินี้ ช่อง 3 ควรจะต้องเรียนรู้และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น และต้องขอโทษประชาชน แล้วหาทางแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ส่วนฝ่ายอื่นๆ ก็ควรต้องปฏิบัติตามบทบาทและหน้าที่ของตน อย่างเช่นกลุ่มสปอนเซอร์ ควรตระหนักว่ายังจะโฆษณาอยู่ต่อไปหรือไม่ เช่นเดียวกับประชาชนว่ายังจะชมละครช่อง 3 อีกหรือไม่ ส่วนสมาคมสื่อก็ควรจะลุกขึ้นมาพิจารณาเรื่องจริยธรรมของสื่อต่อไป
ขณะที่ น.พ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล อดีตผู้ดำเนินรายการ ชูรักชูรส ช่อง 3 กล่าวเปรียบเทียบถึงกรณีที่รายการ ไทยแลนด์ ก็อตทาเลนท์ เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่มีการนำผู้แข่งขันมาโชว์สรีระไม่เหมาะสมว่า ที่ผ่านมาในความรับผิดชอบฐานะสื่อ ช่อง 3 ก็ไม่ได้นำรายการนั้นออกจากผัง แค่มีการออกมาขอโทษแล้วก็จบกันไปก่อนที่จะโดนปรับเงินจำนวนหนึ่ง หรือแม้กระทั่งกรณีที่มีพิธีการฉาวโฉ่คนหนึ่ง ซึ่งสปอนเซอร์โฆษณาเคยบอกว่าจะถอนโฆษณาแต่ก็ไม่ได้ทำ ขณะที่กรณีของละครเหนือเมฆ ต้องเรียกว่าเป็น Multiple Standrad ไม่ใช่แค่ Double Standard หรือสองมาตรฐานแค่นั้น แต่มีอะไรเยอะแยะมากมายจนเรียกว่าได้เอาตามใจฉัน ฉันจะให้ใครอยู่ ฉันก็ทำ ซึ่งความเป็นจริงนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง โดยช่อง 3 เอง ก็มีสโลแกนว่า “ คุ้มค่าทุกนาที ถูกทีวีสีช่อง 3 ” ดังนั้นความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นที่คุณพยายามจะนำเสนอต่อสังคม ประชาชนต้องได้รับความคุ้มค่า ถือว่าเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกันไม่ใช่ฉันเป็นองค์กรนำเสนอความบันเทิงให้กับพวกเอ ฉันมีบุญคุณกับพวกเธอคงไม่ใช่ เพราะเมื่อผู้ชมเลือกที่จะดูช่องคุณและซื้อสินค้าที่โฆษณาผ่าช่องคุณ แสดงว่าเขาให้เครดิตคุณแล้วคุณก็ได้เงินไป ดังนั้นต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ด้านนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการด้านกฎหมาย กล่าวว่า ในทางสังคมเราก็ต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งวันที่ 16 ม.ค.นี้ คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะเรียกตัวแทนช่อง 3 ผู้ผลิตละคร รัฐมนตรี และ กสทช.ไปชี้แจง ขณะที่ถ้ามองในแง่เสรีภาพ การที่ช่อง 3 เซ็นเซอร์ตัวเอง ยังไม่ถูกว่าละเมิดสิทธิ เพราะตามกฎหมายโดยหลักการจะต้องเกิดจากการใช้อำนาจบางอย่างทางกฎหมายเข้าไปจัดการช่อง 3 โดยกระบวนการขั้นตอนไปหลังจากวันที่ 16 ม.ค.นี้หากไม่ได้คำตอบว่าความไม่เหมาะสมคืออะไร เราก็ต้องคิดว่านอกจากช่อง 3 แล้วใครเกี่ยวข้องอีก ซึ่งก็มีผู้จัดละครดังนั้น คุณสามารถเอาผลงานย้ายวิกไปช่องอื่นได้หรือไม่ รวมถึงสปอนเซอร์จะพิจารณาการลงโฆษณาหรือไม่ และประชาชนผู้ชมเองยังจะซื้อสินค้าอยู่อีกหรือไม่ ซึ่งคนที่ยืนอยู่ข้างประชาชนควรแสดงตนให้ชัด หรือคนที่ยืนอยู่ข้างเงินก็แสดงออกมาให้ชัดอย่าทำอ้ำอึ้ง







