สทนช. สรุปน้ำทั่วประเทศความจุแตะ 82% เตือนภาคใต้รับมือฝนถั่งโถม 8-13 พ.ย. 69 เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ขณะที่ไทยตอนบนเริ่มเย็นลง ลมแรง
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เผยแพร่รายงานสรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 ภาพรวมทั้งปริมาณฝนสะสม ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ รวมถึงแนวโน้มสภาพอากาศระยะสั้น เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด
รายงานสถานการณ์ฝนสูงสุดรายภาค (ปริมาณฝนสะสม)
จากข้อมูลการติดตามปริมาณฝนตกสะสมในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่ามีฝนตกกระจายตัวในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจังหวัดที่มีปริมาณฝนสูงสุดในแต่ละภูมิภาค มีดังนี้
- ภาคเหนือ จ.เชียงราย วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 188 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันตก จ.ประจวบคีรีขันธ์ วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 125 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 130 มิลลิเมตร
- ภาคกลาง จ.พระนครศรีอยุธยา วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 96 มิลลิเมตร
- ภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 90 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออก จ.จันทบุรี วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 72 มิลลิเมตร
สภาพอากาศวันนี้และแนวโน้มการคาดการณ์ (8-13 พ.ย. 69)
สภาพอากาศวันนี้ (8 พ.ย. 69)
พื้นที่ ภาคใต้ เริ่มมีปริมาณฝนเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน และมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นในบางแห่ง ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำควรระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ขณะที่ ประเทศไทยตอนบน ปริมาณฝนโดยรวมลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง
คาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า (9 - 13 พ.ย. 69)
- ประเทศไทยตอนบน สภาพอากาศจะเริ่มเปลี่ยนผ่าน เข้าสู่ช่วงที่มีฝนตกเล็กน้อย จากนั้นอุณหภูมิจะเริ่มลดลง อากาศเย็นลงอย่างต่อเนื่องพร้อมมีลมแรง ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
- ภาคใต้ ในช่วงวันที่ 8 - 13 พฤศจิกายน 2569 จะเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากจะมีฝนตกเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักกระจายหลายพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในลำน้ำธรรมชาติและระบบระบายน้ำ
สรุปสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมทั่วประเทศ
ภาพรวม ปริมาณน้ำกักเก็บในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีและมีมั่นคงสำหรับรองรับการใช้งานในระยะถัดไป
- ปริมาณน้ำรวมทั้งประเทศ 66,280 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 82% ของความจุเก็บกักรวม
- ปริมาณน้ำใช้การได้ 42,150 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 74% ของความจุเก็บกักรวม
ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำจำแนกรายภาค
การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำแต่ละภูมิภาคมีสัดส่วนความจุ ดังนี้
- ภาคตะวันตก มีปริมาณน้ำมากที่สุดในสัดส่วนความจุ อยู่ที่ 27,346 ล้าน ลบ.ม. (97% ของความจุเก็บกัก)
- ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำ 2,898 ล้าน ลบ.ม. (92% ของความจุเก็บกัก)
- ภาคเหนือ มีปริมาณน้ำ 20,963 ล้าน ลบ.ม. (76% ของความจุเก็บกัก)
- ภาคกลาง มีปริมาณน้ำ 1,378 ล้าน ลบ.ม. (73% ของความจุเก็บกัก)
- ภาคใต้ มีปริมาณน้ำ 5,442 ล้าน ลบ.ม. (69% ของความจุเก็บกัก)
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำ 8,253 ล้าน ลบ.ม. (68% ของความจุเก็บกัก)
เจาะลึกสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก
สถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นหัวใจหลักในการอุปโภค บริโภค และการเกษตรของพื้นที่ภาคกลาง มี ปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนหลักรวมดังนี้
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำ 824 ล้าน ลบ.ม. (95% ของความจุเก็บกัก)
- เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาณน้ำ 823 ล้าน ลบ.ม. (88% ของความจุเก็บกัก)
- เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำ 7,601 ล้าน ลบ.ม. (80% ของความจุเก็บกัก)
- เขื่อนภูมิพล ปริมาณน้ำ 9,612 ล้าน ลบ.ม. (71% ของความจุเก็บกัก)
สถานการณ์น้ำ 2 เขื่อนหลักในพื้นที่ภาคใต้
เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงเดือนพฤศจิกายน เขื่อนหลักในภาคใต้มี ปริมาณน้ำกักเก็บ ดังนี้
- เขื่อนรัชชประภา (จ.สุราษฎร์ธานี) ปริมาณน้ำ 4,235 ล้าน ลบ.ม. (75% ของความจุเก็บกัก)
- เขื่อนบางลาง (จ.ยะลา) ปริมาณน้ำ 773 ล้าน ลบ.ม. (53% ของความจุเก็บกัก)
คำแนะนำและการเตรียมความพร้อม
สทนช. เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ช่วงวันที่ 8 - 13 พฤศจิกายน 2569 อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำสูงกว่า 80-90% เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมรับมือสภาพอากาศแปรปรวนและติดตามประกาศจากทางราชการอย่างสม่ำเสมอ





