วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

น้ำท่วมทางหลวง 11 จังหวัด สั่งปิด 6 เส้นทางวิกฤตใน 3 จังหวัดใหญ่

กรมทางหลวง อัปเดตน้ำท่วม 11 จังหวัด สั่งปิด 6 เส้นทางวิกฤตสัญจรไม่ได้ ในปราจีนบุรี ระยอง กาญจนบุรี เช็กพิกัดจุดตัดขาดและเส้นทางเลี่ยงที่นี่

กรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยรายงานสรุปสถานการณ์น้ำท่วมและดินสไลด์ในโครงข่ายทางหลวง ประจำวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 11.45 น. เพื่อแจ้งเตือนประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนให้ระมัดระวังในการเดินทาง

จากสถานการณ์อุทกภัยและปริมาณฝนที่ตกสะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทางหลวงได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 11 จังหวัด 32 สายทาง จำนวน 55 แห่ง โดยแบ่งเป็นพื้นที่ที่ยานพาหนะสามารถสัญจรผ่านได้ 29 สายทาง (รวม 49 แห่ง) และพื้นที่ที่ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 5 สายทาง (รวม 6 แห่ง) ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี ระยอง และกาญจนบุรี

น้ำท่วมทางหลวง 11 จังหวัด สั่งปิด 6 เส้นทางวิกฤตใน 3 จังหวัดใหญ่

เปิดพิกัด 6 จุดวิกฤต "ทางหลวงผ่านไม่ได้" ใน 3 จังหวัด

สำหรับจุดที่ได้รับผลกระทบหนักจนระดับน้ำท่วมสูงหรือโครงสร้างถนนชำรุด ยานพาหนะทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้ มีจำนวนทั้งสิ้น 6 แห่ง ใน 3 จังหวัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. จังหวัดปราจีนบุรี (จำนวน 4 แห่ง)

จังหวัดปราจีนบุรีถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีเส้นทางตัดขาดใน 2 อำเภอ ได้แก่

  • ทล. 3076 (อำเภอบ้านสร้าง) ช่วงกิโลเมตรที่ 27+000 ถึง 29+000
  • ทล. 3079 (อำเภอศรีมหาโพธิ) ช่วงกิโลเมตรที่ 8+400 ถึง 17+500
  • ทล. 3481 (อำเภอบ้านสร้าง) ช่วงกิโลเมตรที่ 36+650 ถึง 39+000
  • ทล. 3481 (อำเภอบ้านสร้าง) ช่วงกิโลเมตรที่ 26+000 ถึง 27+500

2. จังหวัดระยอง (จำนวน 1 แห่ง)

  • ทล. 3145 (อำเภอเมืองระยอง) ช่วงกิโลเมตรที่ 9+300 ถึง 9+500

3. จังหวัดกาญจนบุรี (จำนวน 1 แห่ง)

  • ทล. 3480 (อำเภอหนองปรือ) ช่วงกิโลเมตรที่ 30+109 ถึง 30+121

ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าว โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางและวางแผนใช้ทางเลี่ยงที่เหมาะสมกับประเภทของยานพาหนะ

สรุปพื้นที่น้ำท่วมทางหลวงที่ "รถยังสัญจรผ่านได้" (49 แห่ง)

นอกจากจุดวิกฤตแล้ว กรมทางหลวงยังระบุถึงพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังบนผิวจราจรหรือไหลผ่าน แต่ยานพาหนะยังคงสามารถสัญจรผ่านได้ จำนวน 49 แห่ง ใน 10 จังหวัด ซึ่งผู้ขับขี่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

  • จังหวัดนครนายก 13 แห่ง (พื้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในกลุ่มผ่านได้)
  • จังหวัดปราจีนบุรี 9 แห่ง
  • จังหวัดปทุมธานี 6 แห่ง
  • จังหวัดฉะเชิงเทรา 5 แห่ง
  • กรุงเทพมหานคร 4 แห่ง
  • จังหวัดสมุทรสาคร 4 แห่ง
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3 แห่ง
  • จังหวัดกาญจนบุรี 3 แห่ง
  • จังหวัดสุพรรณบุรี 1 แห่ง
  • จังหวัดเพชรบุรี 1 แห่ง

สรุปสถานการณ์น้ำท่วมทางหลวงภาพรวม (14 ต.ค. 69)

  • ปราจีนบุรี ได้รับผลกระทบ 13 จุด สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว 9 จุด ยังไม่สามารถผ่านได้ 4 จุด
  • ระยอง ได้รับผลกระทบ 1 จุด ยังไม่สามารถผ่านได้
  • กาญจนบุรี ได้รับผลกระทบ 4 จุด สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว 3 จุด อีก 1 จุดไม่สามารถผ่านได้
  • นครนายก ได้รับผลกระทบ13 จุด สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว
  • ปทุมธานี ได้รับผลกระทบ 6 จุด สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว
  • ฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบ 5 จุด สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว
  • กรุงเทพมหานคร ได้รับผลกระทบ 4 จุด สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว
  • สมุทรสาคร ได้รับผลกระทบ 4 จุด สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว
  • พระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบ 3 จุด สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว
  • สุพรรณบุรี ได้รับผลกระทบ1 จุด สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว
  • เพชรบุรี ได้รับผลกระทบ 1 จุด สามารถสัญจรผ่านได้แล้ว

ข้อควรปฏิบัติในการขับขี่ผ่านพื้นที่น้ำท่วมอย่างปลอดภัย

เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน กรมทางหลวงขอแนะนำผู้ใช้รถใช้ถนนเมื่อต้องเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ดังนี้

  1. ปฏิบัติตามป้ายเตือนอย่างเคร่งครัด สังเกตป้ายเตือนน้ำท่วม สัญญาณไฟ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างเคร่งครัด
  2. ลดความเร็วและรักษาระยะห่าง ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำเพื่อป้องกันน้ำเข้าเครื่องยนต์และลดการเกิดคลื่นน้ำไปกระทบกับบ้านเรือนประชาชนริมทาง
  3. ตรวจสอบสภาพรถก่อนเดินทาง เช็กระบบเบรก ล้อ ยาง และระบบไฟส่องสว่างให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
  4. ไม่เสี่ยงขับลุยน้ำสูง หากพบว่าระดับน้ำสูงเกินครึ่งล้อรถหรือมิดท่อไอเสีย ควรหยุดรถและเปลี่ยนไปใช้เส้นทางเลี่ยงทันที

ช่องทางติดต่อและตรวจสอบเส้นทางแบบ Real-time

ประชาชนที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยหรือต้องการสอบถามสภาพการจราจรเพิ่มเติม สามารถติดต่อและตรวจสอบข้อมูลได้ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

กรมทางหลวงได้จัดเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรและอุปกรณ์ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคอยอำนวยความสะดวก ปรับปรุงเส้นทางชั่วคราว และเร่งระบายน้ำออกจากผิวจราจรทันทีที่ระดับน้ำเริ่มลดลง