วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐบาล อัดงบเยียวยาโรงเรียนน้ำท่วม 668 แห่ง เร่งฟื้นฟู 29 จังหวัด

รัฐบาล โดย สพฐ. เร่งช่วยเหลือโรงเรียนน้ำท่วม 828 แห่งใน 29 จังหวัด จัดสรรงบเยียวยาเบื้องต้น 668 แห่ง แห่งละ 3.5 หมื่นบาท เร่งซ่อมอาคารและฟื้นฟูจิตใจ

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคการศึกษาว่า รัฐบาลมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้ปกครอง

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้สั่งการและกำชับไปยัง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม โดยครอบคลุมทั้งการสนับสนุนงบประมาณ การซ่อมแซมฟื้นฟูอาคารสถานที่ การจัดหาวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนทดแทนที่เสียหาย รวมถึงการดูแลเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนให้น้อยที่สุด

สพฐ. สรุปยอดโรงเรียนประสบอุทกภัย 828 แห่ง ใน 29 จังหวัด

จากการติดตามและรวบรวมสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศของ สพฐ. พบข้อมูลความเสียหายในภาคการศึกษาดังนี้

  • โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับผลกระทบ จำนวนรวมทั้งสิ้น 828 แห่ง
  • พื้นที่ประสบภัย ครอบคลุม 29 จังหวัด ทั่วประเทศ
  • การจัดสรรงบประมาณเยียวยาเบื้องต้น ดำเนินการอนุมัติโอนงบประมาณช่วยเหลือแล้ว 668 แห่ง
  • วงเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน โรงเรียนละ 35,000 บาท

การจัดสรรงบประมาณเยียวยาเบื้องต้นดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเสียหายในระยะแรก และเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษานำไปใช้นำร่องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเหมาะสม เช่น การทำความสะอาดคราบโคลน การขนย้ายสิ่งของ หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน

ส่งทีมช่างเร่งสำรวจโครงสร้างอาคารเรียน ชู "ความปลอดภัย" เป็นอันดับแรก

นอกเหนือจากการมอบเงินเยียวยาเบื้องต้นแล้ว สพฐ. ได้มอบหมายให้ กองออกแบบ สำนักอำนวยการ จัดส่งทีมช่างและวิศวกรลงพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน อาคารเรียน อาคารประกอบ และสิ่งก่อสร้างภายในโรงเรียนอย่างละเอียด

การสำรวจความเสียหายจะเน้นหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้

  1. ความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัย (Safety First) ประเมินฐานราก เสา โครงสร้างหลังคา และระบบไฟฟ้า เพื่อป้องกันอุบัติเหตุหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเปิดใช้อาคาร
  2. การสำรวจความต้องการสื่อการเรียนการสอน รวบรวมข้อมูลความเสียหายของหนังสือเรียน สื่อดิจิทัล คลื่นสัญญาณอินเทอร์เน็ต โต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
  3. การวางแผนฟื้นฟูตรงจุด นำข้อมูลความเสียหายจริงมาจัดทำแผนงบประมาณซ่อมแซมให้ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ (Tailored Recovery Plan)

เยียวยาสภาพจิตใจครู-นักเรียน ผ่านเครือข่ายนักจิตวิทยาโรงเรียน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า นอกจากการฟื้นฟูทางกายภาพและโครงสร้างอาคารแล้ว "สุขภาพจิต" ของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้ความใส่ใจอย่างมาก เนื่องจากอุทกภัยมักสร้างความเครียด ความวิตกกังวล และผลกระทบทางจิตใจแก่ผู้ประสบภัย

สพฐ. จึงได้ประสานงานร่วมกับ เครือข่ายนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป. และ สพม.) ในการจัดกิจกรรมประเมินสุขภาพจิต ให้คำปรึกษา และเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจแก่นักเรียน ครู และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เพื่อลดภาวะความเครียดสะสมจากเหตุการณ์อุทกภัย และสร้างความพร้อมด้านจิตใจก่อนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนตามปกติ

เร่งคืนความสุขและความปลอดภัยสู่ห้องเรียน

รัฐบาลยืนยันจะติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด และกำชับให้กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึง สพฐ. ดำเนินการช่วยเหลือสถานศึกษาทุกแห่งอย่างทั่วถึง ครอบคลุม และต่อเนื่อง โดยคำนึงถึง safety & necessity (ความปลอดภัยและความจำเป็น) ของแต่ละโรงเรียนเป็นหลัก

"เป้าหมายสำคัญที่สุดของรัฐบาลคือการทำให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดทำการเรียนการสอนได้อย่างปลอดภัย เด็กนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูของครอบครัวผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้" ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร (รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)