วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

'I-SPARK' หนุนเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิไทยเป็นศูนย์

BCG ชี้ I-SPARK ใน EEC ก้าวสำคัญของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำชั้นนำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในปี 2593 ตอบโจทย์ CBAM เกณฑ์ลดก๊าซเรือนกระจกยุโรป

ประเทศไทยกำหนดเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะพลิกโฉมทั้งรูปแบบและทิศทางการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในระลอกต่อไป 
เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ฉบับที่ 3.0 ของไทย ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 47 ภายในปี 2578

Aman Modi, Managing Director and Partner, and Head of BCG Thailand Priyanshu Kumbhare, Managing Director and Partner, Boston Consulting Group (BCG) ระบุว่าเป้าหมายนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่กำลังดำเนินอยู่ในระดับชาติ

โดยแผนพลังงานแห่งชาติได้กำหนดให้พลังงานรูปแบบใหม่เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของประเทศอย่างชัดเจน มิใช่เพียงประเด็นรองที่อาจได้รับความสนใจเป็นครั้งคราว แรงกดดันทางการค้าเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความมุ่งมั่นเชิงนโยบายดังกล่าว

ตัวอย่างเช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2569 โดยมาตรการนี้ได้กำหนดต้นทุนคาร์บอนในการนำเข้าสินค้าหลายประเภท อาทิ ปูนซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า ไฮโดรเจน เหล็กและเหล็กกล้า ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ส่งออกของไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักในการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการปล่อยคาร์บอนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวอยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของไทย ซึ่งมีรากฐานสำคัญมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การกลั่นน้ำมัน ยานยนต์ และพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก (Hard-to-abate sectors) การเปลี่ยนผ่านจึงจำเป็นต้องอาศัยการนำเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) รวมถึงไฮโดรเจน แอมโมเนีย และพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในวงกว้าง 
 
การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในแบบแยกส่วนกันอาจไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง แต่หากนำมาใช้ร่วมกันในระดับใหญ่ภายในคลัสเตอร์เดียวกัน ก็จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยยังรักษาระดับการผลิตและการจ้างงานไว้ได้ เมื่อผนวกกับความได้เปรียบทางอุตสาหกรรมที่ไทยมีอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านนี้จึงเป็นแนวทางที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตสีเขียวได้อย่างเป็นรูปธรรม 
 

ความได้เปรียบของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุมจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นหัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและเป็นภูมิภาคที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงที่สุดของประเทศ โดยมีการกระจุกตัวของการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การกลั่นน้ำมัน พลังงาน และโลจิสติกส์มากกว่าพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นใดในประเทศ 

'I-SPARK' หนุนเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิไทยเป็นศูนย์

ภายใน EEC พื้นที่ระเบียงอุตสาหกรรมชายฝั่งและท่าเรือมาบตาพุด (Map Ta Phut Coastal and Port Corridor) จังหวัดระยอง โดดเด่นในฐานะจุดเริ่มต้นที่มีความพร้อมและชัดเจนที่สุด โดยเป็นที่ตั้งของท่าเรืออุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นแหล่งรวมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากภาคอุตสาหกรรมรวมกันมากกว่า 50 ล้านตันต่อปี ซึ่งปริมาณการปล่อยก๊าซในระดับดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสในการสร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ 


มาบตาพุดมีส่วนสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้แก่ประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.9 พร้อมด้วยกำลังแรงงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญสูง ปัจจัยเหล่านี้เอื้อให้การลดคาร์บอนในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Economy) ที่กำลังเติบโต ไม่มีพื้นที่ใดในประเทศที่มีการกระจุกตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ พลังงาน ท่าเรือ น้ำ และสถาบันด้านนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เดียวกันได้เทียบเท่า 
คลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่ที่ผู้เล่นรายสำคัญของประเทศกำลังให้ความสนใจ เพื่อต่อยอดศักยภาพการเติบโตสีเขียวดังกล่าว 
 

ศูนย์กลางบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมด้วยเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญของประเทศที่เล็งเห็นศักยภาพนี้คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของไทย ซึ่งได้เปิดตัวโครงการพื้นที่ทดลองนวัตกรรมอุตสาหกรรม (Sandbox) ภายใต้ชื่อ I-SPARK เมื่อกลางเดือนกันยายน 2569 โดยเป็นศูนย์กลางบูรณาการแห่งแรกของประเทศไทยเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมด้วยเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และได้รับการออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มระยะยาวในการดึงดูดนวัตกรรม การลงทุน และความร่วมมือเข้าสู่จังหวัดระยองและพื้นที่ EEC ในวงกว้าง 

แทนที่จะดำเนินงานแบบแยกส่วนเป็นรายโครงการ I-SPARK ใช้รูปแบบการพัฒนาที่อิงพื้นที่เป็นฐาน (Area-based Model) โดยมุ่งปลดล็อกมูลค่าและประโยชน์จากการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและทำให้กระบวนการขออนุญาตของผู้เข้าร่วมแต่ละรายมีความคล่องตัวมากขึ้น  นอกจากนี้ I-SPARK ยังอาศัยกรอบนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว และนโยบายสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกการพัฒนาในระดับขนาดใหญ่ 


การพัฒนา I-SPARK มีแผนดำเนินการเป็นระยะ โดยมีกรอบเวลาดำเนินงานต่อเนื่องไปจนถึงปี 2578 และในระยะต่อไป โดยเริ่มจากฐานธุรกิจเดิมของ ปตท. ควบคู่กับการขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ตลอดห่วงโซ่ ก่อนจะทยอยผนวกพลังงานหมุนเวียน CCUS ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนตามเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น ท้ายที่สุดระบบนิเวศนี้จะเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ร่วมลงทุนและผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์หรือผลผลิต (Offtakers) ในวงกว้างเข้าด้วยกัน
 
ในเวทีเสวนาที่งาน Gastech 2026 คุณรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงบทบาทของ I-SPARK ในการเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้านสภาพภูมิอากาศของไทยให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยระบุว่า กลุ่ม ปตท. กำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันโครงการ I-SPARK ให้กลายเป็นโมเดลนำร่องสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย 
 
 คุณค่าของรูปแบบการพัฒนาที่อิงพื้นที่เป็นฐานจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อโครงการแรกประสบความสำเร็จ โดยโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน แนวทางการขออนุญาต และรูปแบบเชิงพาณิชย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากมาบตาพุด สามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลสู่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั่วประเทศได้ 
 
ปตท. เป็นเพียงหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจของไทยที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนแนวทางความร่วมมือแบบบูรณาการทั้งประเทศ (Whole-of-nation Approach) แม้ I-SPARK จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยเร่งการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของระบบนิเวศอุตสาหกรรม แต่ความสำเร็จในระดับประเทศท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมสีเขียว 
 
การจัดหาเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของไทย 
ศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งนี้มีศักยภาพในการดึงดูดเงินลงทุนมูลค่า 2,000–5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่านั้นภายในปี 2578 และอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต เมื่อพัฒนาเต็มศักยภาพ โครงการนี้อาจสร้างงานได้ประมาณ 13,000 ตำแหน่งภายในปี 2578 และเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 693,000 ตำแหน่งในระยะยาว ขณะที่คาดว่าจะมีส่วนสร้าง GDP ต่อปีมูลค่า 1,000–3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าภายในปี 2578 และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 76,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะยาว ระดับของผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากโครงการนี้ถือว่าเทียบเคียงได้กับวาระสำคัญระดับชาติอื่น ๆ ของไทย และเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของวิสัยทัศน์ทางอุตสาหกรรมที่จำเป็นต่อการบรรลุความมุ่งมั่นด้านอุตสาหกรรมสีเขียวของประเทศ 
การจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการริเริ่มอย่าง I-SPARK จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และการผสานแหล่งเงินทุนจากภาครัฐ ธนาคารเพื่อการพัฒนาระดับพหุภาคี (Multilateral Development Banks) สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา และเงินลงทุนจากภาคเอกชน การจัดหาเงินทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) นี้จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับโครงการที่ใกล้มีความพร้อมทางการเงินและการลงทุน (Near-bankable projects) และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโซลูชันอุตสาหกรรมสีเขียวระยะเริ่มต้น 
ความสำเร็จในการดำเนินงานยังขึ้นอยู่กับการมีผู้ขับเคลื่อนและประสานระบบนิเวศ (Ecosystem Orchestrator) ที่มีศักยภาพในการผลักดันการพัฒนาระบบนิเวศในวงกว้าง ในกรณีของ I-SPARK บทบาทของ ปตท. ในฐานะผู้ริเริ่มและผู้ประสานระบบนิเวศ จะช่วยประสานการจัดทำแผนแม่บท การคัดเลือกพันธมิตร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มให้นักลงทุนรายอื่นเข้าร่วมได้ต่อไป 

การดำเนินงานอย่างสอดประสานกันของภาครัฐถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่งเพื่อให้แผนการพัฒนานี้สำเร็จ หน่วยงานภาครัฐสามารถร่วมกันประสานกรอบกฎระเบียบให้สอดคล้องกันในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การกำกับดูแล CCUS การกำหนดราคาคาร์บอน การรับรองมาตรฐาน การเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า และการกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ขณะที่ในระดับท้องถิ่น ฝ่ายบริหารจังหวัดสามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการมาตรการจูงใจที่ออกแบบอย่างตรงจุดจะช่วยลดช่องว่างด้านต้นทุนระหว่างโครงการพลังงานสะอาดในระยะเริ่มต้นกับทางเลือกแบบดั้งเดิม โดยครอบคลุมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีและที่มิใช่ภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตลอดจนมาตรการสนับสนุนที่อาจเกิดขึ้นผ่านกลไกราคาคาร์บอนหรือส่วนเพิ่มราคาสำหรับผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Premium) 
ยุทธศาสตร์ I-SPARK มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตทั้งในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งเสริมศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว 
I-SPARK เป็นหนึ่งในรูปแบบการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมของไทยด้วยเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในวงกว้าง การขยายรูปแบบดังกล่าวไปทั่วประเทศจำเป็นต้องอาศัยการประสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน นี่คือแนวทางที่จะเปลี่ยนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในวันนี้ให้กลายเป็นอนาคตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว