วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจรจาอนุสัญญา UPOV 1991 ระวังทุนข้ามชาติปล้นพันธุกรรม

เป็นอีกครั้งที่กลุ่มคนผู้เห็นแก่ผลประโยชน์ประชาชน ผลประโยชน์เกษตรกรไทย และผลประโยชน์ประเทศชาติ ต้องออกมาคัดค้าน การเจรจารอบที่ 10 ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 อย่างหนัก

จนเชื่อว่าเป็นประเด็นร้อนประเด็นหนึ่งของ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะต้องตัดสินใจ การเจรจารอบที่ 10 ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 คือ อะไร มีความสำคัญกับประชาชนคนไทยอย่างไร นับว่าน่าจับตามอง

ความจริงก็คือ การเจรจา Free Trade Area (เขตการค้าเสรี) FTA ไทย-สหภาพยุโรป โดยจะมีการเจรจารอบที่ 10 ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 6 ตุลาคม 2569

สาระสำคัญที่เป็นข้อกังวลและมีการถกเถียงต่อการเจรจา UPOV 1991 คือ

• การจำกัดสิทธิเกษตรกร : ห้ามหรือจำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บรักษา คัดเลือก แลกเปลี่ยน หรือนำเมล็ดพันธุ์เดิมไปปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป

• ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น : เกษตรกรอาจต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาลและเสียค่าธรรมเนียมให้แก่บริษัทผู้พัฒนาพันธุ์พืชรายใหญ่

• ความเสี่ยงทางกฎหมาย : กรอบกฎหมายครอบคลุมไปถึงผลผลิต ทำให้เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากใช้พันธุ์พืชโดยไม่ได้รับอนุญาต

• ความหลากหลายทางชีวภาพ : อาจทำให้พันธุ์พืชพื้นบ้านสูญหาย และกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายเกษตรกรจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถอนประเด็น “UPOV 1991” ออกจากการเจรจา และห้ามแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ในลักษณะที่เอื้อต่อการผูกขาด

ทางด้าน ความคืบหน้าล่าสุด และประเด็นสำคัญ ที่จะมีการเจรจาในกรอบดังกล่าว (กันยายน - ตุลาคม 2569)

• การเจรจา FTA ไทย-EU : อยู่ในขั้นตอนพิจารณารายละเอียด ซึ่งภาคประชาสังคมและเครือข่ายเกษตรกรจาก 27 จังหวัด รวมถึงสมัชชาคนจน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านต่อรัฐบาล (เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อจี้ให้ตัดประเด็น UPOV 1991 ออกจากการเจรจา

• จุดยืนกระทรวงเกษตรฯ : เคยออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ชาวนายังคงสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ตามสิทธิ และไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกนายทุนอย่างที่กังวล แต่ฝ่ายคัดค้านยังคงไม่ไว้วางใจ

เนื่องจากประเด็นเจรจา เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการมาอธิบายค่อนข้างมากแน่นอน, ความเห็นของนักวิชาการเกี่ยวกับการเจรจาสัญญาและข้อตกลงด้านทรัพยากรพันธุกรรม (Genetic Resources) ในปัจจุบัน (ปี 2569) จึงนับว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน

 

โดยเฉพาะในบริบทของการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เช่น FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) และการบังคับใช้สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพยากรพันธุกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ความเห็นทางวิชาการจึงแบ่งมุมมองและข้อเสนอแนะออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้

1.) ข้อกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียอธิปไตยทางอาหารและพันธุกรรม (มุมมองด้านลบและข้อควรระวัง)

นักวิชาการที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง และมีความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและกฎหมายสิ่งแวดล้อม (เช่น จากมูลนิธิชีววิถี หรือ BioThai และเครือข่ายความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ) มีข้อกังวลอย่างสูงในประเด็นต่อไปนี้

• การถูกบังคับเข้าร่วม UPOV 1991 : นักวิชาการเตือนว่าการเจรจา FTA มักมีเงื่อนไขผูกมัดให้ไทยต้องเข้าเป็นภาคีอัญสัญญารับรองสิทธิพืชใหม่(UPOV 1991) ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรสูญเสีย “สิทธิดั้งเดิม” ในการเก็บ เมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป และอาจทำให้สายพันธุ์พืชท้องถิ่นถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน หรือเกิด “โจรสลัดชีวภาพ” (Biopiracy)

• สิทธิร่วมของชุมชนถูกลดทอน : กติกาสากลบางฉบับขัดแย้งกับกฎหมายเดิมของไทย (เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542) ที่เคยกำหนดให้ผู้ขอสิทธิบัตรต้องแสดงที่มาของพันธุกรรมและแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชุมชน แต่อนุสัญญาการค้าระหว่างประเทศมักขอให้ตัดบทบัญญัติเหล่านี้ออก

2.) ความก้าวหน้าในการปกป้องสิทธิและการเปิดเผยที่มา (มุมมองด้านบวก)

ในทางกลับกัน นักวิชาการด้านทรัพย์สินทางปัญญามองเห็นสัญญาณที่ดี จากการบรรลุข้อตกลงสนธิสัญญาใหม่ของ WIPO

เช่น มาตรการบังคับเปิดเผยแหล่งที่มา (Disclosure Requirement) : นักวิชาการสายกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศชี้ว่า ข้อกำหนดใหม่ที่บังคับให้ผู้ยื่นขอสิทธิบัตรนวัตกรรม (เช่น ยา, เครื่องสำอาง) ต้อง เปิดเผยประเทศต้นกำเนิดของทรัพยากรพันธุกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้ต่างชาติแอบอ้างนำพืชสมุนไพรหรือพันธุกรรมของไทยไปจดสิทธิบัตรโดยไม่ชอบธรรม

3.) ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับทีมเจรจาของไทย

เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบในการทำสัญญาหรือข้อตกลงพันธุกรรม นักวิชาการได้เสนอแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้

• เร่งพัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรมชีวภาพ (Digital Sequence Information - DSI) : ประเทศไทยต้องรีบทำทะเบียนระบบฐานข้อมูลสมุนไพรและทรัพยากรชีวภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิอธิปไตยเหนือทรัพยากร เมื่อเกิดข้อพิพาทระดับสากล

• ใช้รูปแบบเจรจาแบบมีเงื่อนไขเฉพาะ (Tailored/JTEPA Model) : แนะนำให้รัฐบาลไทยต่อรองเงื่อนไขแบบผ่อนปรนหรือขอยกเว้นในส่วนที่กระทบต่อเกษตรกรรายย่อย ไม่ยอมรับข้อตกลงแบบเหมารวม ที่คู่เจรจาฝั่งประเทศพัฒนาแล้วพยายามผลักดัน

• การร่างสัญญาแบ่งปันผลประโยชน์ (ABS) ที่รัดกุม : ในระดับปฏิบัติการ (เช่น สัญญาระหว่างมหาวิทยาลัยวิจัยกับภาคเอกชน) นักวิชาการทรัพย์สินทางปัญญาแนะให้ใช้ ข้อตกลงเบื้องต้นแบบ Term Sheet เพื่อกำหนดสัดส่วนการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชัดเจนก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าถึงคลังพันธุกรรม

นอกจากนี้ มีรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP สภาผู้แทนราษฎร ปี 2563 ชี้ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจาก UPOV 1991 ในภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ดังนี้

1) ความเสี่ยงต่อการเกิดโจรสลัดชีวภาพ (Biopiracy): การสูญเสียอำนาจกำกับดูแลการขออนุญาตและการแบ่งปันผลประโยชน์ตามกฎหมายเดิม อาจเปิดช่องให้มีการนำพันธุกรรมพืชไทยไปขึ้นทะเบียนสิทธิในต่างประเทศและนำกลับมาจำหน่ายตัดหน้านักปรับปรุงพันธุ์ในประเทศ

2) การถูกละเมิดสิทธิโดยไม่เจตนาจากการผสมข้ามตามธรรมชาติ: ละอองเกสรจากแปลงพันธุ์พืชใหม่อาจปลิวไปผสมกับพืชพื้นเมือง ซึ่งอาจเข้าข่ายพันธุ์พืชที่ได้มาโดยพื้นฐาน (Essentially Derived Varieties: EDV) และกระทบต่อวิถีการเก็บและคัดเลือกพันธุ์ของชุมชน

3) ผลกระทบต่อฐานพันธุกรรมและต้นทุนการผลิตข้าว : ขาดความพร้อมด้านฐานข้อมูลพันธุกรรมที่สมบูรณ์ ทำให้เสี่ยงต่อการนำสายพันธุ์ไปต่อยอดโดยไม่มีการแบ่งปันผลประโยชน์ และเพิ่มต้นทุนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร

4) การเปิดทางสู่พืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs): อาจนำไปสู่ภาระผูกพันในการคุ้มครองพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรมูลค่าสูง

5) ราคาเมล็ดพันธุ์ที่อาจสูงขึ้น 2–6 เท่า : การลดบทบาทของภาครัฐในการผลิตและกระจายพันธุ์พืช อาจทำให้กลไกการถ่วงดุลราคาลดลง ส่งผลให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากภาคธุรกิจในราคาสูง

6) ความเสี่ยงทางคดีความของเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย: ขอบเขตการคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูป อาจทำให้ร้านค้าปลีกและผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีระบบเอกสารรับรองที่ซับซ้อนสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี

7) การกระจุกตัวของตลาดในกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่: ความได้เปรียบด้านทุน เทคโนโลยี และการคุ้มครองตามเกณฑ์ EDV อาจกีดกันนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อยและสหกรณ์การเกษตรในประเทศ

 

มาถึงข้อเสนอของเครือข่ายเกษตรกรที่เข้ายื่นหนังสือถึงหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา ดังนี้

1) ตัดข้อบทเฉพาะว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV 1991) ออกจากการเจรจา ปฏิเสธข้อเสนอ Article X.51 ของสหภาพยุโรป รวมทั้งต้องไม่ยอมรับข้อความใดๆในความตกลง หรือแรงกดดันใดๆที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นตามแนวทางของ UPOV1991 

2) ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุติกระบวนการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ให้สอดคล้องกับ UPOV1991 เนื่องจากพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชของไทยได้ยึดหลักการคุ้มครองตามความตกลง TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) แล้ว

ที่น่ารับฟังอย่างยิ่ง ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (Bio Thai) ที่ร่วมแลกเปลี่ยนในรายการเสียงเปลี่ยนเมือง ออกอากาศทางไทพีบีเอส (15 ก.ย.69) ให้ข้อมูลถึงความกังวลใจของเครือข่ายเกษตรกรเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากเจรจาและยอมรับเงื่อนไข  UPOV1991

ปรกชล เห็นว่า จริงๆข้อความไม่ได้บอกว่า ให้ไทยเป็นภาคี UPOV1991 แต่ขอให้มีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นไปตามหรือสอดคล้องกับ UPOV1991 ซึ่งมันก็จะทำให้เกิดการปรับแก้กฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เรียกว่าพลิกหลักการไปเลย

ตอนนี้ประเทศไทยใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ปี 2542  ซึ่งมี 3 เสาหลัก อันแรกเป็นการคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์  คือว่า ถ้านักวิจัยปรับปรุงพันธุ์เขาวิจัยพันธุ์ใหม่ได้ แน่นอนว่า เขาก็จะมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์ อันที่สอง คือให้สิทธิเกษตรกรเก็บผลผลิต หรือใช้ส่วนขยายพันธุ์ในที่ ๆ ตัวเองผลิต และอันที่สามก็คือ ให้สิทธิกับชุมชน แล้วก็คงอธิปไตยของรัฐเหนือทรัพยากรพันธุกรรม หมายความว่า ถ้านักวิจัยหรือนักปรับปรุงพันธุ์หยิบเอาพันธุ์พืชป่า หรือพันธุ์พืชของชุมชนไปใช้ในการปรับปรุง จะต้องแจ้งแหล่งที่มาและแบ่งปันผลประโยชน์ แต่ถ้าเปลี่ยนกฎหมายไปตาม  UPOV1991 อีกสองข้อหลังมันจะหายไป...”

นี่คือ เรื่องใหญ่ ที่เท่ากับเอาผลประโยชน์ของประชาชน ผลประโยชน์เกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อยที่มีอยู่กว่าครึ่งประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ประเทศชาติ ไปพิจารณาบนโต๊ะเจรจา และรัฐบาลจะต้องตัดสินใจ ยอมหรือไม่ยอมแค่ไหน?

ที่สำคัญ คือ การรับฟังเสียงของผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ และอ่านเกมออก อย่างรอบด้าน เพื่อความรอบคอบรัดกุม ก่อนตัดสินใจ หาไม่หาก “ผิดพลาด” นำเกษตรกรไทยตกเป็นทาสทุนผูกขาดข้ามชาติ ก็ยากที่จะแก้ไขในภายหลัง หรือไม่จริง?