วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

สทนช.​ เร่งระบายน้ำ​ลงอ่าวไทย​ รับฝน​ 11-13​ ต.ค.​ คาด กทม.-ปริมณฑล มีน้ำท่วม

รองเลขาฯ สทนช.​ เผย​ปริมาณน้ำเหนือลดลง​ พร้อมเร่งระบายทุกลุ่มน้ำ​ลงอ่าวไทย​ เพื่อเตรียมรับฝน​ 11-13​ ต.ค.​ คาด​ กทม.​นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ​ มีน้ำท่วมขังบางพื้นที่

2  ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ แถลงข่าว ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า​ การระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่หลายคนกังวลถึงมวลน้ำเหนือ ขณะนี้น้ำในเขื่อนหลักๆในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย 

  • เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 70% 
  • เขื่อนสิริกิติ์​ มีปริมาณน้ำ 80 % 
  • เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 70-80% 
  • เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีความจุเกินกว่า 100% แต่ยังมีช่องว่างอยู่อีก 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ซึ่งไม่เหมือนสถานการณ์น้ำในปี 2554 พร้อมย้ำว่า ในส่วนของแม่น้ำปิง และลุ่มน้ำสะแกกรัง​ มีแนวโน้มลดลง 500 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างมีนัยสำคัญ​ 

พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลมาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา การระบายคงที่อยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฉะนั้นคงการระบายแนวระดับนี้ได้ 5-6 วัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกใหม่ในช่วง 11-13 ตุลาคมนี้

รองเลขาฯ สทนช.​ ยังเปิดเผยถึง กรณีที่น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเกินความจุ ว่า ขณะนี้ได้มีการระบายอยู่ที่ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อยู่ในลำน้ำป่าสัก โดยท้ายน้ำอยู่ที่จังหวัดสระบุรี จึงยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อลำน้ำ และเมื่อมารวมกับคลองชัยนาท​ - ป่าสัก ก็จะรวมอยู่ที่ 540 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากนั้นจะไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปล่อยมาอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

และจากการตรวจสอบล่าสุดน้ำตรงนี้จะไหลไปรวมที่บางปะอิน ​บางไทร ก่อนจะเข้ามายังจังหวัดปทุมธานี​ นนทบุรี  ในปริมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที​ โดยน้ำจะวิ่งไปอีกทางหนึ่ง คือ อำเภอผักไห่ และตำบลเจ้าเจ็ด​ อำเภอเสนา​ ก่อนจะไหลต่อไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับสถานการณ์น้ำตลิ่งที่จังหวัดนนทบุรี  ยังต่ำกว่าตลิ่งอยู่ที่ 1.2​ เมตร​ หรือต่ำกว่ากำแพงกั้นน้ำจังหวัดนนทบุรี และต่ำกว่าที่ปทุมธานี 0.57 เมตร และต่ำกว่าที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร 1.2​ เมตร​ ซึ่งก็ยังสามารถระบายได้

ฉะนั้นสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาโดยเฉพาะมวลน้ำเหนือที่ทุกคนกังวล ต้องเรียนว่า ไม่น่าเป็นห่วง แนวโน้มลดลง แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูฝนในช่วง 11-13 ตุลาคมนี้  ซึ่งหากระบายได้อย่างต่อเนื่องที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  ก็จะทำให้มีพื้นที่ว่างหรือเขื่อนเพียงพอ และไม่กระทบต่อกรุงเทพและปริมณฑล แต่ยอมรับว่าอาจจะมีพื้นที่บางพื้นที่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใน 8 อำเภอ​ เช่น​ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้จัดกำลังทหารไปดูแลประชาชน    รวมถึงอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ เพราะต้องระบายน้ำในอัตรา 2500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใน 5-6 วัน

ขณะที่ลุ่มน้ำท่าจีน ยอมรับว่ามีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ในส่วนของท้ายน้ำ ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งขณะนี้ต้องรักษาระดับการระบายน้ำที่เข้าสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อไม่ให้กระทบมาก 

ส่วนก่อนหน้านี้ที่ฝนตกใน 5 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรีก็จะลงมายังแม่น้ำท่าจีนด้วย บริเวณอำเภอสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี ฉะนั้นรอยต่อระหว่างจังหวัดสุพรรณบุรีและนครปฐม ก็ได้มีการบริหารจัดการที่ดี 

ก่อนย้ำว่าการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร​ ขีดความสามารถ ฝั่งเจ้าพระยายังสูบน้ำได้วันละ 70 กว่าล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 800 กว่าลูกบาศก์เมตร โดยผ่านอุโมงค์และคลองต่างๆ แต่การระบายน้ำฝั่งตะวันออก ด้านฉะเชิงเทรา และจังหวัดสมุทรปราการ ยังไปได้ไม่มาก  ขณะนี้มีคำสั่งให้กองทัพบก กระทรวงกลาโหม เพิ่มเครื่องมือในการเร่งสูบ ไปยังจุดที่สามารถระบายได้ดี

ในส่วนของน้ำเหนือท่านคลายกังวลได้ แต่เราต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่อาจจะมีสถานการณ์น้ำท่วมเหนือเขื่อนเจ้าพระยา บ้าง เช่น จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอสว่างอารมณ์ แม่น้ำแควตากแดด จังหวัดอุทัยธานี แต่รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

สำหรับลุ่มน้ำบางปะกง รองเลขาฯ  สทนช.​ กล่าวว่าเมื่อวานนี้ มีระดับน้ำสูงสุดเป็นนิวไฮใหม่  สูงกว่าปี 2556 ที่ 11 เซนติเมตร​ มาที่ระดับ 4.98 เมตร การระบายน้ำของลุ่มน้ำบางปะกงจะมาจากเขื่อนขุนด่านปราการชล​ ซึ่งสามารถควบคุมการระบายได้ แต่ยืนยันว่ากรมชลประทานจะมีการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับน้ำให้มีช่องว่างพอ 

แต่วันที่ 11-13 ตุลาคมนี้จะไม่มีการระบายน้ำมาก เนื่องจากพื้นที่ท้ายน้ำจะได้รับผลกระทบ  ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอองครักษ์ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งบางจุดมีน้ำท่วมสูง แต่รัฐบาลโดยกองทัพเรือได้จัดเรือผลักดันน้ำ ในแม่น้ำบางปะกง​ 

ส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำย่อยๆ เช่น จังหวัดระยอง มีในพื้นที่อำเภอบ้านค่าย อำเภอเมืองบางส่วน และอำเภอเมืองจันทบุรี​ จังหวัดจันทบุรี แต่จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาอาจจะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 11 ตุลาคมในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งขณะนี้ในจังหวัดภาคตะวันออกมีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์

ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง รองเลขาฯ สทนช.เปิดเผยว่า เขื่อนวชิราลงกรณ ยังมีช่องว่างอยู่ประมาณ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีอัตราการระบายอยู่ที่วันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที   ประมาณ 50 วันแต่มีปริมาณน้ำเข้าประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และในวันพรุ่งนี้จะเข้าอีก 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอัตราการเข้า-ออกปริมาณเท่ากัน แต่จะเร่งการระบายน้ำ เพื่อที่จะรอปริมาณน้ำในวันที่ 11-13 ตุลาคมนี้ 

โดยเขื่อนศรีนครินทร์ยังมีช่องว่างเหลืออยู่ที่ 700 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนในวันที่ 6 ตุลาคม    และ 11-13 ตุลาคมนี้ได้ ส่วนเขื่อนแม่กลอง ซึ่งอยู่ด้านท้ายของเขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์นั้น ระบายอยู่ที่ 1,800 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดว่าใน 1 สัปดาห์จะมีการระบายต่ำกว่าอัตรา 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที บริเวณอำเภอบ้านโป่ง​ อำเภอโพธาราม อำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี และอำเภออัมพวา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม จะมีปริมาณน้ำลดลง​

 ขณะที่เขื่อนแก่งกระจาน​ ลุ่มน้ำเพชรบุรี มีตัวเลขนำเข้าปริมาณ 11-13 ล้านลูกบาศก์เมตร​ และระบายน้ำ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร  ซึ่งยังถือว่าบริหารจัดการได้ และจังหวัดเพชรบุรีก็ยังคงปลอดภัยจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น ถึงอย่างไรก็ต้องเตรียมพร้อมในช่วงวันที่ 6 ตุลาคม และ 11-13 ตุลาคม เพราะฉะนั้นจะต้องเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

รองเลขาฯ​ สทนช.​ เน้นย้ำว่าในส่วนของมวลน้ำเหนือยังอยู่ในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มลดลง และปลอดภัย ทั้งจังหวัดปทุมธานี​ นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ซึ่งอาจจะมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่