วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2569

Login
Login

สทนช. เฝ้าระวัง 6 ลุ่มน้ำหลัก เขื่อนใหญ่จ่อทะลัก-เร่งผันน้ำดักทางฝน

สทนช. ยกระดับรับมืออุทกภัย 6 ลุ่มน้ำหลัก หลังฝนตกหนักดันน้ำเข้าเขื่อนใหญ่เฉียด 100% เร่งระบายและผันเข้าทุ่งรับน้ำ เตือนประชาชนท้ายเขื่อนยกของขึ้นที่สูง

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เรียกประชุมด่วนศูนย์บริหารจัดการน้ำ ยกระดับมาตรการรับมืออุทกภัยครอบคลุม 6 ลุ่มน้ำสำคัญทั่วประเทศ หลังอิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำจากอ่าวมะตะบันถล่มฝั่งตะวันตก ทำน้ำไหลเข้าเขื่อนใหญ่ทะลักความจุ เร่งบริหารจัดการผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ ควบคู่การเพิ่มอัตราการระบายน้ำ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนท้ายเขื่อนรับมือน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

สทนช. ถกยกระดับรับมืออุทกภัย 6 ลุ่มน้ำ ย้ำบริหารจัดการน้ำสมดุลลดกระทบประชาชน

วันนี้ (28 ก.ย. 69) นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. ได้ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 18 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายด้านน้ำและจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อร่วมกันประเมินสถานการณ์ ติดตามทิศทางลมฟ้าอากาศ และวางมาตรการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างบูรณาการ

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำใน 6 ลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา, แม่กลอง, ท่าจีน, ป่าสัก, บางปะกง-ชายฝั่งทะเลตะวันออก และเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการเกษตรที่กำลังได้รับผลกระทบจากมวลน้ำสะสม

โฆษก สทนช. เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. พบปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวมะตะบัน ส่งผลให้ช่วงวันที่ 28–29 กันยายน 2569 เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากสะสมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคเหนือตอนล่าง โดยจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • ภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันตก แม่ฮ่องสอน, ตาก, กำแพงเพชร, กาญจนบุรี, สุพรรณบุรี, อุทัยธานี และนครสวรรค์
  • ภาคตะวันออก ระยอง, จันทบุรี, ตราด และนครนายก

แม้คาดการณ์ว่าหลังจากช่วงวันที่ 29 กันยายน ปริมาณฝนจะเริ่มลดลงตามลำดับ แต่ปริมาณน้ำสะสมในลำน้ำและเขื่อนต่างๆ ยังอยู่ในระดับสูง สทนช. จึงได้ประสานทุกหน่วยงานและผู้ว่าราชการจังหวัด เร่งเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลันอย่างใกล้ชิด

เจาะลึกสถานการณ์น้ำรายลุ่มน้ำและการบริหารจัดการ

1. ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกและลุ่มน้ำบางปะกง: เขื่อนประแสร์เกินความจุ

ผลจากฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ภาคตะวันออก ส่งผลให้ระดับน้ำในอำเภอเมืองจันทบุรี และคลองวังตโนด เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ต่ำและมีแนวโน้มแผ่ขยายวงกว้าง ขณะที่สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่อยู่ในขั้นวิกฤต

  • เขื่อนประแสร์ (จ.ระยอง) มีปริมาณน้ำสูงถึง 112% ของความจุ เนื่องจากการปฏิบัติการที่ผ่านมาต้องหน่วงน้ำไว้เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน
  • เขื่อนขุนด่านปราการชล (จ.นครนายก) มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 98% เร่งพร่องระบายน้ำออกในอัตรา 250 ลบ.ม./วินาที
  • ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา (อ.คลองเขื่อน, อ.บางน้ำเปรี้ยว, อ.บางกล้า) เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย ส่วนที่ จ.ปราจีนบุรี ระดับน้ำได้เอ่อล้นตลิ่งแล้ว 45 เซนติเมตร

2. ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสัก เร่งผันน้ำเข้าทุ่ง ยื้อการระบายเขื่อนเจ้าพระยา

ปริมาณน้ำจากแม่น้ำปิงที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับน้ำจากลำน้ำสาขาไหลสมทบ ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ เพิ่มขึ้นแตะระดับ 2,100 ลบ.ม./วินาที ในขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา มีระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.50 ม.รทก. ซึ่งเป็นระดับเกณฑ์สูงสุด

ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มีมติสั่งการให้กรมชลประทานพิจารณาผันน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมถึงทุ่งรับน้ำที่เก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรแล้ว เพื่อคงอัตราการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,000 ลบ.ม./วินาที ให้ได้นานที่สุด ก่อนจะพิจารณาปรับเพิ่มตามความจำเป็น

ในส่วนของ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำสูงถึง 96% และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกินความจุเก็บกักภายใน 1-2 วันนี้ ทำให้จำเป็นต้องระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก ส่งผลให้เขื่อนพระรามหกต้องเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 600 ลบ.ม./วินาที โดยยังมีปัจจัยสุ่มเสี่ยงจากสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งคาดว่าจะทรงตัวต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม

3. ลุ่มน้ำแม่กลอง เฝ้าระวังพิเศษ 2 เขื่อนใหญ่ จ่อเปิดประตูระบายน้ำล้น (Spillway)

ลุ่มน้ำแม่กลองกลายเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำค่อนข้างมากจนเกือบเต็มความจุ โดยเฉพาะช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนวชิราลงกรณเพียงเขื่อนเดียวมากกว่า 300 ล้าน ลบ.ม. ประกอบกับกำลังจะมีกลุ่มฝนใหม่เข้ามาเติม ทำให้มีความจำเป็นต้องพิจารณาเปิดประตูระบายน้ำล้น (Spillway) เพื่อรักษาความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างเขื่อน

เพื่อเตรียมพร้อมรับมือมวลน้ำท้ายเขื่อนแม่กลอง ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมชลประทาน ร่วมกับ จ.กาญจนบุรี, ราชบุรี และสมุทรสงคราม วางแนวทางรองรับกรณีต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองที่ระดับ 1,500-2,000 ลบ.ม./วินาที โดยจังหวัดท้ายน้ำได้ดำเนินการ

  • จัดตั้งศูนย์พักคอยรองรับผู้อพยพ
  • ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในจุดเสี่ยง
  • แจ้งเตือนประชาชนและผู้ประกอบการริมแม่น้ำล่วงหน้า

4. ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนแก่งกระจานจ่อเต็มความจุ

สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนน่าเป็นห่วง โดย เขื่อนแก่งกระจาน มีปริมาณน้ำสูงถึง 94% เหลือพื้นที่รองรับน้ำเพียง 40 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าจะเต็มความจุ 100% ภายในวันนี้ จึงต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำในอัตรา 100 ลบ.ม./วินาที ลงสู่เขื่อนเพชรบุรี

กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำโดยผันน้ำเข้าคลองส่งน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวา พร้อมควบคุมการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีที่อัตรา 160 ลบ.ม./วินาที ซึ่งการระบายน้ำระดับนี้จะส่งผลให้มีมวลน้ำไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรี โดยทางจังหวัดเพชรบุรีได้เตรียมแผนเผชิญเหตุและเครื่องจักรกลคุมจุดเสี่ยงเรียบร้อยแล้ว

5. ลุ่มน้ำท่าจีน เร่งเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำระบายลงอ่าวไทย

ลุ่มน้ำท่าจีนได้รับมวลน้ำผันจากฝั่งตะวันตกและตะวันออกเข้าสู่แม่น้ำท่าจีนในอัตรา 80 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางจุดของ จ.นครปฐม และ จ.สมุทรสาคร ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นได้เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ลดระยะเวลาน้ำท่วมขังในชุมชน

สทนช. ยืนยัน บูรณาการทุกหน่วยงาน เร่งระบายน้ำลงทะเล ลดกระทบประชาชน

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวย้ำในช่วงท้ายของการประชุมว่า "ทั้ง สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน จะร่วมมือกันบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มกำลังและสร้างสมดุลสูงสุด เร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล เพื่อให้ประชาชนและชุมชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

ภาครัฐจึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำในเขต 6 ลุ่มน้ำดังกล่าว ติดตามการแจ้งเตือนภัยจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และเตรียมยกของขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัย

ข้อมูล : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ