ปภ. เตือนด่วน! 10 จังหวัดภาคกลางและ กทม. เฝ้าระวังระดับน้ำเจ้าพระยาพุ่งสูงขึ้น หลังเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบาย เช็กพื้นที่เสี่ยงด่วน!
วันนี้ (23 ก.ย. 69) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ออกประกาศแจ้งเตือนประสานงานด่วนถึง 10 จังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด หลังกรมชลประทานคาดการณ์ปริมาณน้ำเหนือมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้จำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรมชลประทานออกหนังสือด่วนที่สุด ฉบับที่ 4 เตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ปภ. ได้รับการประสานงานจากกรมชลประทาน ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ กษ 0328/ว 9162 ลงวันที่ 21 กันยายน 2569 เรื่อง "แจ้งเตือนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 4" โดยรายงานถึงการคาดการณ์แนวโน้มปริมาณน้ำไหลผ่านในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วง 1-9 วันข้างหน้า
จากการประเมินแบบจำลองสถานการณ์น้ำ พบว่าในวันที่ 27 กันยายน 2569 ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จะมีน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,600 - 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำฝนและน้ำสะสมจากลำน้ำสาขาต่างๆ อีกราว 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้ปริมาณน้ำเหนือบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณสะสมสูงถึง 1,900 - 2,250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ทั้งนี้ กรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำโดยการตัดยอดน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งสองฝั่ง (ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก) ในอัตรา 400 - 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำส่วนเกินยังคงมีจำนวนมาก ทำให้มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ในอัตราระหว่าง 1,300 - 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เตือนพื้นที่เสี่ยงภัย! ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น 0.75 - 1.25 เมตร
จากการปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำดังกล่าว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและลำน้ำสาขาท้ายเขื่อน โดยคาดการณ์ว่าระดับน้ำจะยกระดับเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.75 ถึง 1.25 เมตร ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำเป็นการชั่วคราว
รายชื่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- อำเภอเสนา
- อำเภอผักไห่
- อำเภอบางบาล
- อำเภอพระนครศรีอยุธยา
- อำเภอบางปะอิน
- อำเภอบางไทร
จังหวัดอ่างทอง
- อำเภอวิเศษชัยชาญ
- อำเภอป่าโมก
ทั้งนี้ ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยืนยันว่าการบริหารจัดการน้ำในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจที่อยู่ในแนวคันกั้นน้ำ
ปภ. สั่งการ 10 จังหวัดภาคกลาง และ กทม. เตรียมพร้อมรับมือ 24 ชั่วโมง
เพื่อลดผลกระทบและป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กอปภ.ก. ได้ประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นใน 10 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่
- จังหวัดอุทัยธานี
- จังหวัดชัยนาท
- จังหวัดสิงห์บุรี
- จังหวัดอ่างทอง
- จังหวัดสุพรรณบุรี
- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- จังหวัดลพบุรี
- จังหวัดปทุมธานี
- จังหวัดนนทบุรี
- จังหวัดสมุทรปราการ
รวมถึง กรุงเทพมหานคร ให้เร่งดำเนินการตามมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชน ดังนี้
1. การแจ้งเตือนภัยและประชาสัมพันธ์เชิงรุก
เร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการในแม่น้ำ/คลอง อาทิ งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร ผู้ให้บริการเรือด่วน/เรือพ่วง รวมถึงประชาชนที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสาขา ให้ติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมยกของขึ้นที่สูง
2. การตรวจสอบโครงสร้างและเครื่องจักรกลสาธารณภัย
หากมีแนวโน้มเกิดสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่ ให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ลงพื้นที่ตรวจสอบความแข็งแรงของแนวคันกั้นน้ำ พนังกั้นน้ำ และตลิ่ง พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย เช่น เครื่องสูบน้ำ รถยกสูง เครื่องสูบน้ำระยะไกล และกำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง
3. การเตรียมความพร้อมด้านการช่วยเหลือประชาชน
จัดตั้งทีมเฝ้าระวังและชุดเคลื่อนที่เร็ว พร้อมออกปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือ ขนย้ายสิ่งของ อพยพกลุ่มกลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็ก) ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน
คำแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม
สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ และพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ควรปฏิบัติตามข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัย ดังนี้
- ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบระดับน้ำในแม่น้ำและประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างสม่ำเสมอ
- ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เร่งเก็บสิ่งของเครื่องใช้ รถยนต์ ปศุสัตว์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นไปไว้ในที่ปลอดภัย ให้พ้นจากแนวน้ำท่วมที่คาดว่าจะสูงขึ้น 0.75 - 1.25 เมตร
- ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ตัดกระแสไฟฟ้าในจุดที่น้ำอาจท่วมถึง เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าช็อต
- เตรียมสิ่งของจำเป็น จัดเตรียมถุงยังชีพ ยารักษาโรคประจำตัว น้ำดื่ม และอุปกรณ์ส่องสว่างให้พร้อมใช้งาน
ช่องทางการติดต่อและขอความช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
หากประชาชนประสบภัยพิบัติหรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน สามารถติดต่อประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้
- แอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัย : "THAI DISASTER ALERT" (ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android)
- ไลน์รับแจ้งเหตุ : Line Official Account "ปภ.รับแจ้งเหตุ1784" (Add Line ID: @1784DDPM)
- สายด่วนนิรภัย : Call Center 1784 (โทรฟรี โทรติดง่าย ตลอด 24 ชั่วโมง)
เจ้าหน้าที่ ปภ. และหน่วยงานเครือข่ายพร้อมประสานการช่วยเหลือ และจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าดูแลพื้นที่อย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนผ่านพ้นสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
ข้อมูล : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย





