กรมชลประทาน จ่อเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาแตะ 1,300 ลบ.ม./วิ เตือนพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อน โดยเฉพาะอยุธยา ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 0.5-1.5 เมตร
กรมชลประทาน โดย นายวิทยา แก้วมี เรียกประชุมด่วนศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ หลังฝนตกหนักตอนบนของประเทศ ดันน้ำไหลเข้าลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น จำเป็นต้องทยอยปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแตะ 1,000-1,300 ลบ.ม./วินาที เตือนพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ อยุธยา รับมือระดับน้ำขึ้นสูงอีก 0.50-1.50 เมตร พร้อมเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือกว่า 5,000 หน่วย เข้าช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
กรมชลประทาน ประชุม SWOC ยกระดับติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ
ล่าสุด วันนี้ (21 ก.ย. 69) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1–17 ทั่วประเทศ โดยมีหน่วยงานพันธมิตรด้านบริหารจัดการน้ำเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), กรมทรัพยากรน้ำ, สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
นายวิทยา เปิดเผยหลังการประชุมว่า กรมชลประทานได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของสภาพอากาศ ปริมาณฝนสะสม ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง รวมถึงระดับน้ำท่าในลำน้ำสายหลัก โดยเฉพาะ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยพร้อมที่จะปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของประเทศ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชนให้ได้มากที่สุด
สภาพอากาศและปริมาณฝน ฝนตกหนักตอนบนดึงน้ำลงแม่น้ำสายหลัก
จากการรายงานสภาพอากาศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงวันที่ 19–20 กันยายนที่ผ่านมา มีฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ได้แก่ จังหวัดแพร่ เชียงราย กำแพงเพชร และสุโขทัย วัดปริมาณฝนได้มากกว่า 100 มิลลิเมตร
ล่าสุด สถานีวัดน้ำในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร วัดปริมาณฝนได้สูงถึง 146 มิลลิเมตร และจังหวัดพิษณุโลก วัดได้ 136 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีน้ำไหลซึมและหลากลงสู่แม่น้ำสายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำท่าในลำน้ำธรรมชาติจึงปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ ภาคใต้ กรมชลประทานยังคงยกระดับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากและมีโอกาสเกิดฝนตกสะสม ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ติดตามแนวโน้มการไหลของน้ำและแจ้งเตือนประชาชนทันทีหากมีสัญญาณความเสี่ยง
สรุปสถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศ และ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สำหรับภาพรวมน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 55,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 73 ของความจุอ่างฯ รวมกัน) โดยยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
ในส่วนของ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯ) ยังมีช่องว่างรองรับน้ำได้อีกราว 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม มีอ่างเก็บน้ำบางแห่งที่มีระดับน้ำสูงและต้องอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังพิเศษ ได้แก่
- เขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี
- เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก
- เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
กรมชลประทานได้ประสานงานร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อวางแผนระบายน้ำอย่างประณีต ปลอดภัยต่อตัวเขื่อนและอาคารชลประทาน โดยมุ่งเน้นการบรรเทาอุทกภัยด้านท้ายน้ำ ควบคู่ไปกับการกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้อย่างเพียงพอในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง
เกาะติดลุ่มน้ำเจ้าพระยา: เตรียมปรับการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา 1,000-1,300 ลบ.ม./วินาที
ผลจากปริมาณฝนที่ตกหนักในพื้นที่ตอนบน ส่งผลให้มวลน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันที่ 21 กันยายน 2569 ที่ สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ประมาณ 1,377 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทานมีความจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้าย เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ให้อยู่ในอัตราประมาณ 1,000-1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (จากเดิมที่ระบายอยู่ประมาณ 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำเหนือเขื่อนและรองรับมวลน้ำหลากจากภาคเหนือ
พร้อมกันนี้ ได้ใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกในการรับน้ำเข้าคลองผันน้ำต่างๆ เพื่อกระจายน้ำและลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้ได้มากที่สุด
เตือนภัยพื้นที่ริมแม่น้ำนอกคันกั้นน้ำ 11 จังหวัด และจุดเสี่ยง จ.พระนครศรีอยุธยา
จากการปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างด้านท้ายเขื่อน ปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.50 - 1.50 เมตร
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก ได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำริมแม่น้ำน้อยและแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่
- อำเภอเสนา
- อำเภอผักไห่
- อำเภอบางบาล
- อำเภอพระนครศรีอยุธยา
- อำเภอบางปะอิน
- อำเภอบางไทร
ทั้งนี้ ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจที่อยู่ในคันกั้นน้ำ อย่างไรก็ดี กรมชลประทานได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวม 11 จังหวัด เพื่อให้ฝ่ายปกครองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อม และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำให้ยกของขึ้นที่สูงและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือกว่า 5,700 หน่วย พร้อมช่วยประชาชน 24 ชม.
นอกจากการบริหารจัดการน้ำทางโครงสร้างแล้ว กรมชลประทานยังได้เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์บรรเทาอุทกภัยทั่วประเทศ รวม 5,732 หน่วย ประกอบด้วย
- เครื่องสูบน้ำ
- เครื่องผลักดันน้ำ
- รถบรรทุกน้ำ
- เครื่องจักรกลสนับสนุนประเภทต่างๆ
พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยงทั่วประเทศ เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนและแก้ไขปัญหาเร่งด่วนได้อย่างทันท่วงที โดยนับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้สนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้วกว่า 55 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 647 หน่วย
อธิบดีชลประทาน เน้นย้ำบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ควบคู่สำรองน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง
นายวิทยา แก้วมี กล่าวสรุปและสั่งการเน้นย้ำให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝนนี้ โดยให้ใช้ข้อมูลจริง (Real-time Data) จากสถานีตรวจวัดน้ำ ปริมาณฝน น้ำท่า ปริมาณน้ำในเขื่อน และแบบจำลองคาดการณ์สภาพอากาศ นำมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อปรับแผนการระบายน้ำและกักเก็บน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
"การบริหารจัดการน้ำในช่วงปลายฤดูฝน ต้องทำควบคู่กันสองด้าน คือการเร่งระบายน้ำเพื่อลดผลกระทบอุทกภัยแก่ประชาชน และการบริหารจัดการกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำไว้รองรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตรในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง" อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
กรมชลประทาน ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำและในพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดตามข่าวสารและประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์น้ำมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนปริมาณการระบายน้ำ กรมชลประทานจะแจ้งให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อแจ้งเตือนประชาชนโดยเร็วที่สุดต่อไป





