วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

เช็ก 14 จังหวัด อ่างเก็บน้ำจ่อวิกฤต ทะลุ 80% เสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง

สทนช. เตือนภัย 14 จังหวัด รับมืออ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-เล็ก ปริมาณน้ำพุ่งเกิน 80% เสี่ยงระบายน้ำล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ 15-19 ก.ย. นี้

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569 ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของสภาพอากาศที่ยังคงมีความผันผวนสูง โดยหลายพื้นที่ของประเทศยังคงเผชิญกับฝนตกหนักถึงหนักมาก สะสมรุนแรงจนส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมออกประกาศเตือนภัยฉบับที่ 4/2569 เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

สรุปสถานการณ์ฝนตกสูงสุดรายภาค ประเทศไทยฝนยังตกหนักต่อเนื่อง

จากการติดตามและวัดปริมาณน้ำฝนสะสมรายภาคในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่า พื้นที่ภาคเหนือมีการตกสะสมของฝนสูงที่สุดในประเทศ โดยมีรายละเอียดตัวเลขฝนสูงสุดในแต่ละภาค ดังนี้

  • ภาคเหนือ จังหวัดอุทัยธานี ปริมาณฝนสูงสุดวัดได้ถึง 150 มิลลิเมตร นับเป็นจุดที่มีฝนตกสะสมรุนแรงที่สุดในรอบวัน
  • ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ปริมาณฝนสูงสุด 118 มิลลิเมตร
  • ภาคใต้ จังหวัดชุมพร ปริมาณฝนสูงสุด 99 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) จังหวัดเลย ปริมาณฝนสูงสุด 90 มิลลิเมตร
  • ภาคตะวันออก จังหวัดตราด ปริมาณฝนสูงสุด 56 มิลลิเมตร
  • ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร ปริมาณฝนสูงสุด 43 มิลลิเมตร

สถานการณ์ฝน ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ขณะที่ภาคตะวันออกเผชิญฝนตกหนักมากบางแห่ง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นเนื่องจากการระบายน้ำไม่ทัน

คาดการณ์แนวโน้มสภาพอากาศ 17 - 20 ก.ย. 69 ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และสภาพอากาศแปรปรวน

สภาพอากาศในช่วงวันที่ 17 ถึง 20 ก.ย. 69 ประเทศไทยตอนบนจะเผชิญกับสภาวะฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง โดยในระยะแรกจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นในหลายพื้นที่

หลังจากนั้น รูปแบบของฝนจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีปริมาณฝนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกัน สภาพอากาศจะเหวี่ยงลงสู่ตอนล่าง ส่งผลให้พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนเพิ่มมากขึ้น พร้อมกลุ่มฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและบ้านเรือนประชาชนในบริเวณดังกล่าว

รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมทั่วประเทศ

สำหรับภาพรวมน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ขณะนี้มีปริมาณกักเก็บค่อนข้างสูงเพื่อรองรับฤดูฝน โดยสรุปข้อมูลปริมาณน้ำได้ดังนี้

  • ปริมาณน้ำรวม คิดเป็น 70% ของความจุเก็บกักทั้งหมด (ปริมาตรน้ำรวม 56,440 ล้านลูกบาศก์เมตร)
  • ปริมาณน้ำใช้การได้ คิดเป็น 57% ของความจุเก็บกัก (ปริมาตรน้ำใช้การ 32,319 ล้านลูกบาศก์เมตร)

แม้ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำจะยังรองรับได้ แต่การที่ฝนยังคงตกสะสมในพื้นที่ต้นน้ำ ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลางหลายแห่งเริ่มมีปริมาณน้ำเกินระดับควบคุม ซึ่งจำเป็นต้องมีการระบายน้ำออกตามหลักเกณฑ์เพื่อความปลอดภัยของโครงสร้างเขื่อน

เจาะลึกประกาศ สทนช. ฉบับที่ 4/2569 เฝ้าระวัง 3 จุดเสี่ยงวิกฤต (15–19 ก.ย. 69)

จากการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างบูรณาการร่วมกันระหว่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), กรมอุตุฯ, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรธรณี ได้มีการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยฉุกเฉินและออกเตือนภัยใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม

ประชาชนในจังหวัดดังต่อไปนี้ ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เชิงเขา ทางน้ำไหลผ่าน และเขตชุมชนเมืองที่มีประวัติน้ำท่วมขังซ้ำซาก

  • ภาคเหนือ แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, พะเยา, แพร่, ตาก, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลย, ชัยภูมิ, สกลนคร และนครพนม
  • ภาคตะวันออก จันทบุรี และตราด
  • ภาคตะวันตก กาญจนบุรี
  • ภาคใต้ ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, สตูล, สงขลา, ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส

2. อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กที่ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำเกิน 80%

ให้ติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำกักเก็บเกินกว่า 80% ของความจุ ซึ่งเสี่ยงต่อการล้นคันกักเก็บหรือจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำลงสู่ลำน้ำสายล่าง ในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, พะเยา, น่าน, เพชรบูรณ์, ตาก, อุทัยธานี, ชัยภูมิ, สกลนคร, จันทบุรี, ตราด, กาญจนบุรี, กระบี่ และระนอง

3. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำ

เตือนภัยระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาที่มีแนวโน้มยกระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่

  • ลำน้ำยวม (จ.แม่ฮ่องสอน)
  • แม่น้ำสาย และ แม่น้ำกก (จ.เชียงราย)
  • แม่น้ำน่าน (จ.น่าน)
  • แม่น้ำเมย (จ.ตาก)
  • แม่น้ำแควน้อย (จ.พิษณุโลก)
  • แม่น้ำป่าสัก (จ.เพชรบูรณ์)
  • แม่น้ำสงคราม (จ.สกลนคร)
  • แม่น้ำโก-ลก และ คลองตันหยงมัส (จ.นราธิวสง)

แนวทางการรับมือและการสั่งการจาก สทนช.

เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สทนช. ได้เน้นย้ำและกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เร่งดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝนอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  1. ติดตามสภาพอากาศใกล้ชิด ตรวจสอบกลุ่มฝนและพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในรอบ 24 ชั่วโมง อย่างต่อเนื่อง
  2. เฝ้าระวังจุดเสี่ยงซ้ำซาก เตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลประจำจุดเสี่ยงน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม
  3. ตรวจสอบความแข็งแรงของคันกั้นน้ำ ตรวจสอบและปรับปรุงกำแพงกั้นน้ำ คันดิน และประตูระบายน้ำบริเวณแม่น้ำสายหลักเพื่อรองรับน้ำล้นตลิ่ง
  4. แจ้งเตือนประชาชนเชิงรุก ประสานงานกับป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (ปภ.) และผู้นำชุมชน ในการส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ให้เตรียมพร้อมอพยพได้ทันท่วงที

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยตามประกาศ สทนช. ติดตามข่าวสารสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เตรียมยกของขึ้นที่สูง และระมัดระวังการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังและเสี่ยงดินสไลด์ในช่วงวันที่ 15-19 กันยายน 2569 นี้