"รุจิระ" มองความขัดแย้ง กสทช. ต้องเร่งหาทางออกตามกฎหมาย หวั่นขัดแย้งลาม-ฉุดงานสำคัญ กระทบผลประโยชน์ประชาชน
นายรุจิระ บุนนาค นักวิชาการด้านกฎหมายและทนายความ ให้ความเห็นต่อกรณีที่ความขัดแย้งภายในของกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังกรรมการบางส่วนไม่เข้าร่วมประชุม เนื่องจากมีความเห็นต่างเกี่ยวกับสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ทำให้การประชุมหลายครั้งไม่ครบองค์ประชุม และวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ว่า สถานการณ์ขณะนี้เหมือนรถยนต์ที่เข้าเกียร์ว่าง ไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ทั้งนี้เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากคำคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามตามกฎหมาย จึงถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่ง ขณะที่นพ.สรณ ยื่นฟ้องต่อศาล และล่าสุดนั้น ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา
"เมื่อคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา และขณะนี้ยังไม่ปรากฏพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง จึงเห็นว่า นพ.สรณ ยังคงมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไป ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อโต้แย้งทางกฎหมายระหว่างแต่ละฝ่ายและยังไม่มีคำพิพากษาชี้ขาดในเนื้อหาคดี" นายรุจิระ กล่าว
นายรุจิระ กล่าวต่อว่าขณะที่กรรมการ กสทช. ฝ่ายที่ไม่เข้าร่วมประชุมเคยชี้แจงว่า ยังคงพร้อมปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่ประสงค์เข้าร่วมการประชุมที่มี นพ.สรณ ทำหน้าที่ประธาน เนื่องจากกังวลว่ามติที่ประชุมอาจถูกโต้แย้งเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย และต้องการให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะ ทำให้มีผลกระทบ ต่อการพิจารณาวาระสำคัญ เช่น การจัดสรรคลื่นความถี่ชุดใหม่ การกำกับคุณภาพและราคาค่าบริการโทรคมนาคม โครงการด้านปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการรักษาสิทธิในตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมของประเทศไทย ดังนั้นตนเห็นว่าควรเร่งหาทางออกที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อทำให้ไม่ให้ความขัดแย้งเรื่องสถานะของบุคคลกลายเป็นอุปสรรคต่อภารกิจขององค์กร และทำให้ประเทศกับประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบ
“หากกรรมการ กสทช. ยังไม่เข้าร่วมประชุมหรือวอล์กเอาต์ วาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็ไม่สามารถเดินหน้าได้ และผู้ที่เสียประโยชน์ท้ายที่สุดคือประชาชน ทั้งนี้ กรรมการ กสทช. มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมาย การไม่ปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหายอาจนำไปสู่การตรวจสอบความรับผิดตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม การจะถือเป็นความผิดหรือมีความรับผิดทางแพ่งหรืออาญาหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เหตุผลในการไม่เข้าร่วมประชุม เจตนา และองค์ประกอบของกฎหมายเป็นรายกรณี" นายรุจิระ กล่าว





