กรมชลฯ สั่ง SWOC เกาะติดฝนตกหนักทั่วไทย ระบายน้ำเจ้าพระยา 200 ลบ.ม./วิ ยันเขื่อนใหญ่ยังรับน้ำได้อีกกว่า 2.3 หมื่นล้าน ลบ.ม. เตือนพื้นที่เสี่ยงรับมือ
ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รับสั่งการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกาะติดสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลังร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมาก เผยภาพรวมอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังรองรับน้ำได้อีกกว่า 23,673 ล้าน cubic meters พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพเพื่อลดผลกระทบพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝนว่า ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center: SWOC) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากสภาพอากาศในปัจจุบันประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกหนักเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ จากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ผสานกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย
สรุปสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ
ความจุและการรองรับน้ำของแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 กันยายน 2569) มีรายละเอียดดังนี้
-
อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ (496 แห่ง) มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันประมาณ 52,993 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน ทั้งนี้ ภาพรวมระบบยังคงมีศักยภาพในการรองรับน้ำเพิ่มได้อีกกว่า 23,673 ล้านลูกบาศก์เมตร
-
4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ปริมาณน้ำรวมกันอยู่ที่ 15,800 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 64% ของความจุอ่างฯ รวมกัน โดยยังสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนและน้ำไหลเข้าอ่างฯ ได้อีกกว่า 8,900 ล้านลูกบาศก์เมตร
การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาและมาตรการรับมือ
สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ณ เวลา 06.00 น.) ตรวจวัดปริมาณน้ำไหลผ่านในจุดสำคัญได้ดังนี้
-
สถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่ระดับ 617 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
-
เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรมชลประทานได้วางแนวทางการทยอยปรับการระบายน้ำให้เหมาะสม สอดคล้องกับปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาเติมและปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่จริง พร้อมทั้งระดมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องดันน้ำ เข้าประจำจุดเสี่ยงทั่วประเทศ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ บรรเทาความเดือดร้อน และลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
คาดการณ์สภาพอากาศและพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง (8–13 กันยายน 2569)
กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายแนวโน้มสภาพอากาศในช่วง 7 วันข้างหน้า โดยแบ่งตามภูมิภาคดังนี้
- ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงวันที่ 8–10 กันยายน มีฝนฟ้าคะนอง 60–80% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
- ภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงวันที่ 10–13 กันยายน จะมีฝนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีฝนตกหนักบางแห่งถึงหนักมากในบางพื้นที่
- ภาคใต้ ช่วงวันที่ 10–13 กันยายน มีฝนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันตก (อันดามัน) มีฝนฟ้าคะนอง 60–80% ของพื้นที่
ข้อแนะนำและการเตรียมพร้อมรับมือสำหรับประชาชน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและพื้นที่เชิงเขา ติดตามข้อมูลข่าวสาร ประกาศเตือนภัย และสถานการณ์น้ำจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ โครงการชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศได้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างเต็มกำลัง ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรับมือกับปริมาณฝนสะสมอย่างทันท่วงที





