วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“นิพนธ์” เบรกเกมม็อบ “จะนะ” ลั่นต้องเคารพ SEA ชี้ครม.รับทราบแล้ว

“นิพนธ์” เบรกเกมม็อบ “จะนะ” ลั่นต้องเคารพ SEA ชี้ผ่านฟังความเห็น 7,000 คน–ครม.รับทราบแล้ว ย้ำโรงงานต้องเดินตาม EIA อย่ามองข้ามเสียงสังคม

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ปมร้อนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังปรากฏความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชน 2 ฝ่ายที่มีจุดยืนแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งเตรียมเดินหน้าคัดค้าน ขณะที่อีกฝ่ายประกาศระดมมวลชนสนับสนุนโครงการ ท่ามกลางการเตรียมความพร้อมรับการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ในพื้นที่ จ.สงขลา

รายงานความเคลื่อนไหวในพื้นที่ระบุว่า เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ซึ่งมีจุดยืนคัดค้านโครงการ เตรียมจัดเวทีเสวนาครั้งใหญ่ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประเมินสถานการณ์ ก่อนพิจารณาท่าทีว่าจะเดินหน้ายื่นหนังสือคัดค้านต่อนายกรัฐมนตรีในช่วงการประชุม ครม.สัญจรหรือไม่

ขณะเดียวกัน กลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนโครงการ เตรียมระดมประชาชนประมาณ 500-1,000 คน เพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะต่อศูนย์ดำรงธรรมส่วนหน้าในวันที่ 1 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่คณะรัฐมนตรีมีกำหนดประชุมในพื้นที่ โดยกลุ่มดังกล่าวยืนยันว่า การสนับสนุนโครงการไม่ได้หมายถึงการเปิดทางให้การพัฒนาเดินหน้าโดยปราศจากเงื่อนไข แต่ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างแท้จริง และหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ก็พร้อมเปลี่ยนจุดยืนจากฝ่ายสนับสนุนเป็นฝ่ายคัดค้าน

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทำให้โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะกำลังกลายเป็นจุดปะทะทางความคิดระหว่าง “การพัฒนาเศรษฐกิจ” กับ “การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน” อีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่ากำลังสะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่ ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการบริหารความเห็นต่างไม่ให้ลุกลามไปสู่ความขัดแย้งบนท้องถนน

ด้านนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วยกับการจัดม็อบไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายคัดค้าน โดยเห็นว่าประเด็นสำคัญควรกลับมาอยู่ที่การเคารพกระบวนการที่ดำเนินการมาแล้ว โดยเฉพาะการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA (Strategic Environmental Assessment)

นายนิพนธ์ระบุว่า การจัดทำ SEA โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ใช้ระยะเวลาศึกษาร่วมประมาณ 4 ปี ใช้งบประมาณเกือบ 30 ล้านบาท และมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกว่า 7,000 คน มากกว่า 50 เวที ก่อนที่ผลการศึกษาจะเข้าสู่กระบวนการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของงบประมาณและผู้ว่าจ้าง ได้นำเสนอผลการศึกษาเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และ ครม.ได้ให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตามข้อมูลที่นายนิพนธ์ระบุ

“วันนี้เราต้องเคารพ SEA เพราะผ่านการฟังความเห็นทุกฝ่ายและผ่านการรับทราบของ ครม.แล้ว” นายนิพนธ์กล่าว พร้อมย้ำว่า การกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ควรยึดกระบวนการที่ผ่านการศึกษาและการมีส่วนร่วม ไม่ควรปล่อยให้การเผชิญหน้าของมวลชนกลายเป็นเครื่องมือกำหนดอนาคตของพื้นที่

อย่างไรก็ตาม นายนิพนธ์ย้ำว่า การผ่านกระบวนการ SEA ไม่ได้หมายความว่าโรงงานทุกประเภทจะสามารถเข้ามาตั้งในพื้นที่ได้โดยอัตโนมัติ เพราะการอนุญาตโครงการแต่ละประเภทต้องเป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการประเมินผลกระทบก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการอนุญาต

“ส่วนใครจะไปทำโรงงานประเภทไหนต้องทำ EIA มีกฎหมายกำหนดไว้ ต้องเคารพสังคมส่วนรวมด้วย” นายนิพนธ์กล่าว

จุดยืนดังกล่าวสะท้อนว่า แม้จะมีการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ผ่าน SEA แล้ว แต่ไม่ได้เป็นใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินโครงการอุตสาหกรรมได้โดยไม่มีเงื่อนไข ทุกโครงการยังต้องถูกพิจารณาตามประเภท ขนาด และผลกระทบ รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทั้งฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุนเตรียมเคลื่อนไหวในช่วงเดียวกับการประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา ประเด็นนิคมอุตสาหกรรมจะนะจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลงทุนหรือการก่อสร้างโรงงาน แต่กลายเป็นโจทย์ทางการเมืองที่รัฐบาลต้องบริหารทั้งความคาดหวังด้านเศรษฐกิจและความกังวลของประชาชนควบคู่กัน

ฝ่ายคัดค้านยังมีคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิต ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองเห็นโอกาสด้านการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ก็ยอมรับว่าการพัฒนาจะต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม มิฉะนั้นอาจนำไปสู่การเปลี่ยนจุดยืนได้

ดังนั้น สมรภูมิจะนะในรอบนี้จึงไม่ควรถูกตีกรอบเพียงว่าเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง “ม็อบหนุน” กับ “ม็อบค้าน” หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการพัฒนาพื้นที่ว่า จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และระหว่างการตัดสินใจของภาครัฐกับการมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องเผชิญร่วมกันคือคำถามว่า หากจะเดินหน้าการพัฒนา จะเดินหน้าอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่น และหากมีข้อกังวลหรือข้อคัดค้าน จะมีกระบวนการใดรองรับให้สามารถตรวจสอบและเสนอความเห็นได้อย่างเป็นระบบ

นายนิพนธ์จึงย้ำหลักการสำคัญว่า ไม่ว่าฝ่ายใดจะสนับสนุนหรือคัดค้าน การพัฒนาต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ต้องเคารพกระบวนการ SEA และสำหรับโครงการที่เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและสังคมโดยรวม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของจะนะไม่ควรถูกตัดสินด้วยจำนวนคนบนท้องถนน หรือเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องวัดกันที่ความโปร่งใสของกระบวนการ ความชอบด้วยกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง