ในฐานะประชาชนคนไทย ผู้เสียภาษีและแบกรับภาระหนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน สู่พลังงานสะอาด
โดยเฉพาะโครงการ “โซลาร์เซลล์ล้านหลังคา” ซึ่งเชื่อว่า จะเป็นโครงการนำร่อง เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม และทำให้รัฐบาลได้ผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน
หลังจากมีความชัดเจนว่า รัฐบาลผลักดันอย่างเต็มที่ และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ก็ให้สัมภาษณ์อย่างสอดคล้องขานรับกัน
(14 ส.ค.69) พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเสนอแผนขอใช้งบฯ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศว่า ในฐานะตนกำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง จะดำเนิน 2 โครงการ
1.การสนับสนุนประชาชนติดโซลาร์รูฟท็อป เพื่อเปลี่ยนถ่ายพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายครัวเรือน และสามารถผลิตไฟกลับมาขายการไฟฟ้าได้
ขณะนี้เตรียมนำเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ทั้งนี้ รัฐบาลอาจมีการจัดงบฯสนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท ซึ่งรายละเอียดและกรอบวงเงิน เอกนิติในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดว่าจะดำเนินการประมาณ 1 ล้านครัวเรือน ใช้งบฯ 5 หมื่นล้านบาท
2. กฟภ. (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) และ กฟน. (การไฟฟ้านครหลวง) กำลังวางแผน ดำเนินโครงการสมาร์ทกริด หรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยส่วนหนึ่งจากงบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน จะปรับปรุงโครงข่ายให้เป็นสมาร์ทกริด เพื่อรองรับไฟฟ้าที่ประชาชนจะขายกลับคืนให้การไฟฟ้า และเพื่อควบคุมกระแสไฟให้ดีขึ้น ในการกักเก็บพลังงานเพื่อนำไปจำหน่ายต่อได้
เมื่อถามว่า งบประมาณที่จะดำเนินการเปลี่ยนเป็นระบบสมาร์ทกริด ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ รมช.มหาดไทย เปิดเผยว่า หากมีการเปลี่ยนสมาร์ทมิเตอร์ด้วย และวางโครงข่ายสมาร์ทกริดใหม่ คาดว่า เบื้องต้นจะใช้ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท
ส่วนความคืบหน้าการร่างแผนโครงการ “พลพีร์” กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จทั้งหมด โดย “แผนโซลาร์รูฟท็อป” เสร็จแล้ว ส่วนสมาร์ทกริด คาดว่าจะเสร็จภายในสัปดาห์นี้ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งก็อาจมีการปรับขึ้นหรือลงก็ได้
ก่อนหน้านี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการใช้เงินพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทส่วนที่เหลือ (2 แสนล้านบาท) จะมีการจัดลำดับความสำคัญการใช้งบประมาณอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มีการขอโครงการเข้ามาจำนวนมาก ทั้งโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส และการเปลี่ยนผ่านพลังงานว่า ที่แน่ๆ 200,000 ล้านบาทที่เหลือ ต้องใช้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ที่น่าสนใจ “เอกนิติ” เผยว่า เงินจำนวน 50,000 -60,000 ล้านบาท จะใช้เปลี่ยนผ่านพลังงาน “โครงการโซลาร์รูฟท็อป” เพื่อช่วยประชาชนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานโซลาร์เซลล์ โดยจะมีสถาบันทางการเงินอย่างธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาช่วยในเรื่องสินเชื่อ
ที่สำคัญ “เอกนิติ” ย้ำว่า ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะเราใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของก๊าซธรรมชาติ คือ การผลิตไฟฟ้า รวมถึงการขายไฟคืน เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า เป็น สมาร์ทมิเตอร์ และเรื่องระบบสายส่ง เพราะเราต้องคิดทั้งระบบ ไม่เช่นนั้นอาจเหมือนในต่างประเทศ ที่ทำเรื่องพลังงานสะอาด แต่เมื่อไฟตกก็จะดับทั้งเมือง
ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เผยว่า จากกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก. 5 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) เป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือนนั้น นโยบายดังกล่าวสอดรับกับการดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน ภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อย่างเต็มที่
ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้เดินหน้าปลดล็อกอุปสรรคสำคัญ โดยทลายข้อจำกัดและรื้อระบบขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน หากประสงค์ขายคืนการไฟฟ้าฯให้เสร็จภายใน 30 วัน (จากเดิมที่ต้องใช้เวลาเป็นปี) พร้อมทั้งเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากภาคประชาชนเพิ่มอีก 500 เมกะวัตต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงานและผู้ผลักดันนโยบายนี้ “พงศ์พล” มีข้อเสนอว่า กลไกสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ คือการใช้รูปแบบ On-bill Financing โดยดึงสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มารองรับปล่อยสินเชื่อ
วิธีการ คือ ไม่ต้องควักเงินก้อนแรก : ประชาชนสามารถติดตั้งระบบโซลาร์ได้ฟรี โดยอาศัยเงินอุดหนุนจากรัฐเป็นเงินดาวน์ และใช้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(Soft rate 2-4%ต่อปี) จากธนาคารรัฐ
ผ่อนชำระจากส่วนต่างค่าไฟ : ผู้เข้าร่วมโครงการจะใช้ส่วนต่างของค่าไฟฟ้าที่ลดลงในแต่ละเดือน มาผ่อนชำระค่างวดแผงโซลาร์ผ่านบิลค่าไฟ
เห็นผลทันที : สำหรับบ้านที่ติดตั้งระบบขนาด 5kW สามารถผลิตไฟได้เฉลี่ยประมาณ 600 หน่วย/เดือน ประหยัดค่าไฟได้ราว 2,150–2,200 บาท/เดือน ซึ่งเมื่อคำนวณการคืนทุนใน 5-7 ปี ค่างวดผ่อนชำระจะต่ำกว่าเงินที่ประหยัดได้ ทำให้ประชาชนเห็น ค่าไฟสุทธิที่ลดลง ตั้งแต่เดือนแรกที่ติดตั้ง
สำหรับความเห็นนักธุรกิจเอกชน ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมนำงบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในส่วนของวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง เพื่อใช้เป็นเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ในอัตรา 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงและเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดนั้น
ตนมองว่า เป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุดสำหรับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแหล่งเงินทุนในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
ขณะเดียวกัน “ตรีรัตน์” เสนอว่า รัฐบาลควรตีกรอบรายได้ผู้จะได้รับสิทธิดังกล่าวให้ชัดเจน ไม่ควรใช้วิธีการหว่านแห โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยก่อน รวมถึงผู้มีรายได้ปานกลาง ที่ยังไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมกันนี้ควรสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในส่วนที่เหลือ ส่วนผู้ที่มีรายได้สูงควรเพิ่มเติมแพ็กเกจอื่น เช่น แพ็กเกจสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ย 1-2% ต่อปี มีระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี หรือเพิ่มเติมสิทธิการลดหย่อนภาษี อย่างไรก็ดีการให้ธนาคารของรัฐมาสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรตั้งเงื่อนไขให้ประชาชนกู้ง่าย และไม่ซับซ้อนด้วย
“ตรีรัตน์” ระบุถึงการลงทุนว่า ระบบโซลาร์เซลล์ ขนาด 5 กิโลวัตต์ จะมีต้นทุนประมาณ 150,000 บาท ไม่รวมราคาแบตเตอรี่ และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 500 หน่วยต่อเดือน และประหยัดค่าไฟได้สูงสุดประมาณ 2,000 บาท ซึ่งเหมาะสมกับบ้านขนาด 2 ห้องนอนที่มียอดใช้ไฟไม่เกิน 4,000 บาทต่อเดือน ส่วนขนาด 10 กิโลวัตต์ จะมีต้นทุนประมาณ 300,000-400,000 บาท
แน่นอน, นอกจากความชัดเจนที่รัฐบาลจะลงทุนด้วยงบจำนวนมากนับ 5 หมื่นถึง 6 หมื่นล้านบาทกับเรื่องนี้ และเล็งเห็นผลเลิศหลายประการที่ประชาชนและประเทศจะได้รับในการเปลี่ยนพลังงานสะอาด โดยไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่อากาศ ช่วยลดมลพิษและลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
แต่จุดอ่อนและเสียงวิจารณ์ ก็นับว่าน่าสนใจ
เริ่มจาก กรณีราคารับซื้อไฟต่ำเกินไป : รัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคา 2.2 บาท/หน่วย ทำให้ใช้เวลาคืนทุนนานกว่า 11 ปี จึงถือว่า ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนหลักแสนบาท
เรื่องนี้ถ้าจะให้เป็นธรรมและดึงดูดใจ ภาคประชาชน และสภาองค์กรของผู้บริโภคเรียกร้องให้ใช้ราคารับซื้อเท่ากับราคาขาย (ประมาณ 4 บาทกว่า) เพื่อให้คืนทุนไวขึ้น (5 ปี) และจูงใจประชาชนให้ติดโซลาร์เซลล์มากขึ้น
สวนทางกับข้อกังวลฝ่ายนโยบายที่ว่า หากรับซื้อไฟฟ้าคืนราคาสูงเกินไป อาจเพิ่มต้นทุนให้การไฟฟ้า และผลักภาระให้ประชาชนที่ไม่ได้ติดโซลาเซลล์
อีกอย่างที่ยังเป็นข้อกังวลและจุดอ่อน คือมาตรฐานและความปลอดภัย ซึ่งอาจขาดการควบคุมเข้มงวดมาตรฐานช่างติดตั้ง และคุณภาพอุปกรณ์ จนมีอันตรายต่อผู้ใช้งานและระบบส่งไฟ
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องการทุจริตในโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของภาครัฐ เรื่องนี้เป็นปัญหาหลักที่มีการตั้งข้อสังเกตมากที่สุด คือการฮั้วประมูล การล็อกสเปกวัสดุราคาแพงแต่คุณภาพต่ำ การติดตั้งซ้ำซ้อนในพื้นที่ไม่คุ้มค่า และการตรวจรับงานที่ไม่เป็นจริงตามสภาพการใช้งานจริง
ประเด็นความเสี่ยง การฮั้วประมูล และล็อกสเปก เกิดจากการกำหนดเงื่อนไข (TOR) เจาะจงยี่ห้อหรือคุณสมบัติวัสดุ เพื่อกีดกันการแข่งขันและเอื้อประโยชน์พวกพ้อง
เรื่องความคุ้มค่าและการติดตั้งซ้ำซ้อน เช่น ติดตั้งจุดที่ไม่มีความต้องการใช้จริง หรือใช้งานไม่ได้นาน เพราะขาดการบำรุงรักษา กลายเป็นภาระงบประมาณ
เรื่อง การตั้งงบเกินจริง เช่น ราคาอุปกรณ์และค่าติดตั้งสูงกว่าความเป็นจริงในท้องตลาดมาก
ช่องโหว่จากนโยบายเร่งด่วน เรื่องนี้สำคัญมาก หากการรีบเร่งอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ ขาดการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบจากภาคประชาชน โอกาสที่จะนำไปสู่การทุจริตในโครงการมีความเป็นไปได้สูง
ส่วนแนวทางป้องกันและตรวจสอบ ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใส
ประการแรก ที่น่าจะเป็นการอุดหรือปิดช่องโหว่ได้มากพอสมควร คือนำสัญญา ราคา และรายละเอียดผู้รับจ้างขึ้นระบบเปิดเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้
ประการที่สอง เปิดช่องให้องค์กรอิสระ ได้มีส่วนเข้ามาตรวจสอบ เช่น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบความคุ้มค่าและการใช้งบประมาณ
ประการที่สาม ช่องทางแจ้งเบาะแส โดยเปิดให้ประชาชนสามารถร้องเรียนผ่านระบบของสำนักงาน ป.ป.ช.ได้ หากพบพิรุธในการจัดซื้อจัดจ้าง
เหนืออื่นใด ในเมื่อหลายฝ่ายเห็นข้อดีและประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด เพราะลดผลกระทบทั้งราคาพลังงาน และมลพิษในอากาศ และรัฐบาลยังเห็นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับนับล้านครอบครัวด้วย
แน่นอน, ไม่มีใครติดปัญหาเรื่องนี้ หากแต่ในการดำเนินโครงการต่างหากที่หลายฝ่ายเห็นว่า งบฯที่ใช้จากพ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งเป็นภาระใช้คืนของประชาชน จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการตรวจสอบความโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้
และหากรัฐบาลจริงใจ เปิดกว้างให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน ก็จะช่วยกันปิดช่องโหว่จนแทบไม่เกิดขึ้นได้ นั่นเท่ากับประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณที่ตรวจสอบได้จริง อันเป็นการ “ล้อมคอก” การใช้งบอย่างคุ้มค่าและปราศจากทุจริตในโครงการ ก่อนวัวหาย
รัฐบาลก็มีแต่ได้กับได้ มิใช่หรือ?



