วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ภาวิช' ชงรื้อ พ.ร.บ.การศึกษา 27 ปี แยกกฎหมายขั้นพื้นฐาน

“ภาวิช” ชงรื้อ พ.ร.บ.การศึกษา 27 ปี แยกกฎหมายขั้นพื้นฐาน ปลดล็อกโรงเรียนพ้นระบบสั่งการ

ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวระหว่างการบรรยายพิเศษในงานสัมมนา “พ.ร.บ.การศึกษา เพื่ออนาคตการศึกษาและการวิจัยไทย” ว่า ถึงเวลาต้องยกเครื่องกฎหมายการศึกษาไทยทั้งระบบ หลัง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ใช้บังคับมานาน 27 ปี แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาได้ตามเป้าหมาย

ศ.ดร.ภาวิช กล่าวว่า กฎหมายการศึกษาใหม่ไม่ควรเป็นเพียงกฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ต้องเป็น “กฎหมายของประเทศ” ที่ใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเสนอให้ปรับโครงสร้างกฎหมายใหม่ทั้งหมด และแยก พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน ออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง

“วันนี้ พ.ร.บ.การศึกษา 2542 เหลือทั้งหลักการและการศึกษาขั้นพื้นฐานปะปนกันอยู่ จึงต้องปลดล็อกโครงสร้างใหม่ แยกกฎหมายแม่บทออกจากกฎหมายที่ใช้ขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

พร้อมเสนอให้ภายใต้กฎหมายแม่บท แบ่งกฎหมายการศึกษาออกเป็น 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.อาชีวศึกษา พ.ร.บ.อุดมศึกษา พ.ร.บ.ปฐมวัย และ พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน

ศ.ดร.ภาวิช ระบุว่า ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทยไม่ใช่เพียงเรื่องหลักสูตรหรือคะแนนสอบ แต่เป็น โครงสร้างการบริหารที่รวมศูนย์และยึดติดกับระบบราชการ โรงเรียนจำนวนมากยังต้องรับคำสั่งจากส่วนกลาง ขาดความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้ และไม่สามารถพัฒนาตามบริบทของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

จึงเสนอให้โรงเรียนมีสถานะเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” มีอิสระในการบริหารจัดการ คณะกรรมการสถานศึกษาต้องเป็นนิติบุคคลที่มีอำนาจจริง มีความเข้มแข็ง และมีเสรีภาพทางวิชาการ ไม่ใช่เพียงการถ่ายโอนภารกิจจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

“ถ้ายังอยู่ในวงจรการเมืองและระบบราชการแบบเดิม ก็ไปต่อไม่ได้ กฎหมายใหม่ต้องกล้ารื้อระบบนี้ให้ได้” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ตั้ง คณะกรรมการนโยบายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ หรือ “ซูเปอร์บอร์ด” ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ด้านทุนมนุษย์และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้ปรับ “สภาการศึกษา” เป็น “สภาการศึกษาแห่งชาติ” ที่มีอำนาจกำกับเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ

ในด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ดร.ภาวิช ชี้ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญ “5 มิติวิกฤตการศึกษา” ได้แก่ คุณภาพผู้เรียนถดถอย ความเสี่ยงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โรงเรียนขาดอิสระ นโยบายขาดความต่อเนื่องจากการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยครั้ง และการไม่มีแผนแม่บทด้านการศึกษาที่ชัดเจน

“คะแนน PISA ของไทยลดลงต่อเนื่องทุกด้าน ครูมีปัญหาสะสม หลักสูตรพยายามแก้หลายครั้งแต่ยังไปไม่ถึงไหน นี่คือสัญญาณชัดว่าระบบเดิมไม่ตอบโจทย์แล้ว” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ ผลกระทบจาก AI ซึ่งมองว่าเป็นความท้าทายสำคัญของการศึกษาไทยในอนาคต

ศ.ดร.ภาวิช กล่าวว่า หลายประเทศเริ่มปรับระบบการศึกษาเพื่อรองรับ AI แล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง จึงควรมีหมวดเฉพาะเกี่ยวกับ AI ใน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ เพื่อกำหนดแนวทางการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้เรียน

“ถ้ายังอยู่ในวงจรการเมืองและระบบราชการแบบเดิม ก็ไปต่อไม่ได้ กฎหมายใหม่ต้องกล้ารื้อระบบนี้ให้ได้” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ตั้ง คณะกรรมการนโยบายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ หรือ “ซูเปอร์บอร์ด” ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ด้านทุนมนุษย์และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้ปรับ “สภาการศึกษา” เป็น “สภาการศึกษาแห่งชาติ” ที่มีอำนาจกำกับเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ

ในด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ดร.ภาวิช ชี้ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญ “5 มิติวิกฤตการศึกษา” ได้แก่ คุณภาพผู้เรียนถดถอย ความเสี่ยงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โรงเรียนขาดอิสระ นโยบายขาดความต่อเนื่องจากการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยครั้ง และการไม่มีแผนแม่บทด้านการศึกษาที่ชัดเจน

“คะแนน PISA ของไทยลดลงต่อเนื่องทุกด้าน ครูมีปัญหาสะสม หลักสูตรพยายามแก้หลายครั้งแต่ยังไปไม่ถึงไหน นี่คือสัญญาณชัดว่าระบบเดิมไม่ตอบโจทย์แล้ว” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ ผลกระทบจาก AI ซึ่งมองว่าเป็นความท้าทายสำคัญของการศึกษาไทยในอนาคต

ศ.ดร.ภาวิช กล่าวว่า หลายประเทศเริ่มปรับระบบการศึกษาเพื่อรองรับ AI แล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง จึงควรมีหมวดเฉพาะเกี่ยวกับ AI ใน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ เพื่อกำหนดแนวทางการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้เรียน