ทนายความส่วนตัวสุชาติ พา ชาวบ้านปลวกแดง ระยอง ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม “อนุทิน” หลังถูกเจ้าหน้าที่รัฐรวมหัวนักการเมืองท้องถิ่น กลั่นแกล้งใช้อำนาจโดยมิชอบ ปักป้ายยึดที่ดินที่ผ่านพิสูจน์สิทธิ-ครอบครองทำกินมาแล้ว จ่อร้อง บก.ปปป. เอาผิดวินัยร้ายแรง
ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นางสนอง พลวิเศษ ชาวบ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง พร้อมนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัวของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ผ่านตัวแทนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ถึงนายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กรณีที่นางสนอง พลวิเศษ ชาวบ้าน ร้องขอความเป็นธรรม เพื่อขอให้ช่วยเหลือนางสนอง พลวิเศษ กรณี ถูกนิคมสร้างตนเอง จังหวัดระยอง เจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันกระทำโดยจงใจ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและคุกคามกดขี่ข่มเหง ทำให้เกิดความหวาดกลัวให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต กระทบต่อความเป็นอยู่และกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินของตนเอง ที่ผ่านการพิสูจน์สิทธิและตรวจสอบแล้วว่าเป็นที่ดินของนางสนอง โดยนายสว่างพงศ์ เมธีกุล ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองในขณะนั้น แจ้งผลการตรวจสอบให้นางสนอง ทราบแล้ว โดยต่อมาเมื่อนางสาวฝน เข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงปัจจุบัน กลับบิดเบือนข้อเท็จจริง ใช้อำนาจโดยกลั่นแกล้ง กดขี่ข่มเหง โดยไม่ปฏิบัติผลตามผลตรวจพิสูจน์ที่ดินของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบที่ดินว่านางสนองฯ เป็นผู้ครอบครองที่ดินและและทำประโยชน์ทั้งแปลง
โดยในคำร้อง ระบุว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 บุคคลชื่อเล่นว่า ฝน เจ้าพนักงานธุรการ ชำนาญงานในขณะนั้น ใช้อำนาจ ข่มขู่ จะยึดที่ดินและทำบันทึกถ้อยคำแบ่งแปลงที่ดินให้นักการเมืองท้องถิ่น และอดีตนายก อบต.แห่งหนึ่ง โดยทำนิติกรรมแบ่งที่ดินกึ่งหนึ่งด้านติดคลองให้แก่นายกฤษดา กึ่งหนึ่ง และแจ้งว่าไม่ต้องมาติดต่อนิคมสร้างตนเองระยอง 5 ปี ทำให้นางสนองฯ เข้าใจโดยสุจริตว่า ตนจะถูกยึดที่ดิน เพราะขาดความรู้ความเข้าในกฎหมายจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ และเกรงกลัวอำนาจและอิทธิพลของบุคคลทั้งสองกับพวก โดยมีผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง ซึ่งเป็นบริวารและเครือข่ายของนักการเมืองท้องถิ่น ทำให้เกิดเงื่อนไขใหม่ เป็นเหตุให้นักการเมืองท้องถิ่นคนดังกล่าวคัดค้านในที่ดินที่นางสนอง ครอบครอง โดยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลแม่น้ำคู้ ในขณะนั้น ไม่ลงนามปกครองท้องที่ให้ทำให้เป็นสารตั้งต้นให้นางสนอง ติดตามที่ดินของตนเองอย่างต่อเนื่อง
ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นางสาวฝน ผู้ปกครองนิคมจังหวัดระยอง ออกหนังสือให้นางสนอง ห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของตนเอง และปักป้ายทับซ้อนที่นางสนอง ปักป้ายเป็นที่ดินส่วนบุคคลห้ามบุกรุก โดยนางสนอง ไปกล่าวโทษดำเนินคดีอาญาข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ กับ พนง.สอบสวน สภ.ปลวกแดง โดยอยู่ระหว่างสืบหาตัวผู้กระทำผิด ต่อมาในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นางสนองยื่นหนังสือคัดค้านการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะใช้ดุลพินิจขัดกับหลักการพิสูจน์สิทธิ ตามหนังสือแจ้งยอดกล่าวหาของนายสว่างพงศ์ฯ ในปี 2563 แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของนิคมสร้างตนเอง ประวิงการรับหนังสือ โดยเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง โดยไม่ปฎิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยสารบรรณฯ โดยจงใจเขียนรับต้นฉบับในสำเนา โดยไม่นำเข้าสู่ระบบราชการ โดยประทับเลขรับหนังสือ ลงชื่อเจ้าหน้าที่ และลงวันที่ให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนทางราชการ จึงต้องเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน
นางสนอง กล่าวว่า ตนได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ตรอมใจเพราะถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมหัวกับบุคคลอื่นโดยขัดขวางทุกช่องทาง ทำให้มีผลกระทบต่อจิตใจ ทนทุกข์ทรมาน โดยฆ่าตัวตายหลายครั้ง สะสมความเครียดทำให้โรครุมเร้าเพราะอายุมากแล้ว ทำให้เจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวาน ทำให้น้ำตาลสูง ทำให้การลุกลามไปยังเท้า ลุกลาม เน่า เปื่อย จนแพทย์ต้องตัดขา เพื่อรักษาชีวิต จนตกเป็นผู้พิการ ทำให้กระทบต่อความเป็นอยู่ ในการดำรงชีพ เพราะเกรงกลัวคำขามขู่ บังคับ ขู่เข็ญ เจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองกับพวก ไม่คิดว่าราชการไทย จะเป็นมาเฟีย หากินกับที่ดินชาวบ้านตาดำๆ ไม่มีทางต่อสู้กับอำนาจรัฐ ตนต้องมาขอพึ่งบารมีนายกฯ อนุทิน เพราะถูกรังแก จนไม่มีที่ดินทำกิน และตนไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขในการที่นิคมจะออกหนังสือนรับรองการเข้าทำประโยชน์ หากนางสาวฝน กับพวก ไม่ก่อให้เกิดขึ้น ตนได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์จากนิคมสร้างตนเองไปนานแล้ว
นางสนอง กล่าวว่า ทำไมต้องมาหากินบนหลังคนจน ทำนาบนหลังคน ในเมื่อใช้กระดาษตราครุฑ ทำแบ่งที่ดินพร้อมข่มขู่ไปด้วย มีใครชาวบ้านตาดำๆ จะไม่กลัว ขณะนี้ ตนเป็นผู้พิการ ต้องให้บุตรชาย ทำประโยชน์ในทีดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตจากยางพาราที่มีอยุ 20 กว่าปี ประทังชีวิต เพราะทำเกษตรกรรมมีรายได้ช่องทางเดียว ตนเป็นคนพื้นที่แต่กำเนิดและครอบครองทำประโยชน์ก่อนที่ พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ใช้บังคับ โดยครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน หากนางสาวฝน ไม่ทำสัญญา เป็นสารตั้งต้น ปัญหาวันนี้คงไม่เกิด ไม่น่าจะมากดขี่ ข่มเหง ซ้ำเติมคนพิการอย่างตนเองอีกเลย หลังจากยื่นหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว จะไปยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยจะร้องกล่าวโทษคดีวินัยร้ายแรง จากนั้นจะเดินทางไปกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ปปป. ) กองบังคับการปราบปรามเพื่อให้ดำเนินคดีกับนางสาวฝน จริยธรรมกับพวก ในความผิดอาญาต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการต่อไป


