กดยช. เคาะสิทธิ์ "เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า" 600 บาท/เดือน เริ่มปีงบ 70 ลดขั้นตอนลงทะเบียนให้ได้สิทธิ์ไวขึ้น พร้อมดัน "มหัศจรรย์ 2,500 วัน" เป็นวาระชาติ
กดยช. มีมติเห็นชอบจ่าย "เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด" แบบถ้วนหน้า 600 บาท/เดือน เริ่มปีงบประมาณ 2570 พร้อมยกเลิกขั้นตอนประกาศชื่อ หวังจ่ายเงินไวขึ้น ยกระดับพัฒนาเด็กไทยผ่านแนวคิด "มหัศจรรย์ 2,500 วัน" รับมือวิกฤตประชากร
เคาะเงินอุดหนุนบุตรถ้วนหน้า 600 บาท เริ่มปีงบประมาณ 2570
วันนี้ (15 ก.ค. 69) ณ ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) เป็นประธานการประชุม กดยช. ครั้งที่ 2/2569 ร่วมกับ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบครั้งสำคัญ คือ การจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ช่วงอายุ 0-6 ปี แบบถ้วนหน้า ในอัตรา 600 บาทต่อคนต่อเดือน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ซึ่งกระทรวง พม. จะเร่งนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป
ปรับลดขั้นตอน ได้เงินไวขึ้น
เพื่ออำนวยความสะดวกและลดระยะเวลาการรอคอยของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้ ยกเลิกขั้นตอนการติดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินอุดหนุน เพื่อลดขั้นตอนการลงทะเบียนและช่วยให้เด็กได้รับสิทธิรวดเร็วยิ่งขึ้น
ดันวาระชาติ "มหัศจรรย์ 2,500 วัน" รับมือสังคมสูงวัย
นายยศชนัน เปิดเผยว่า การส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งท้าทายในยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและมีอัตราการเกิดน้อยลง เป้าหมายสำคัญคือการทำให้เด็กเกิดใหม่มีคุณภาพและผลิตภาพ (Productivity) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศ
ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมจึงเห็นชอบการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการเกิดและพัฒนาเด็กไทยคุณภาพ ภายใต้แนวคิด "มหัศจรรย์ 2,500 วัน" โดยยกให้การพัฒนาเด็กในช่วง 2,500 วันแรกของชีวิตเป็น วาระสำคัญระดับชาติ เพื่อรับมือวิกฤตประชากรและยกระดับทุนมนุษย์ โดยเน้นมาตรการ
- ใช้กลไกชุมชนร่วมดูแลเด็กปฐมวัย
- บูรณาการการทำงานร่วมกันข้ามกระทรวง
- สนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (National Early Childhood Data Platform)
ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี สภาเด็กและเยาวชนฯ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อน แผนยุทธศาสตร์ 10 ปี ของสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2568 - 2574) ครอบคลุมการพัฒนา 6 ด้านหลัก ประกอบด้วย
- การศึกษา พัฒนาให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21
- สุขภาวะ พัฒนาสุขภาวะทางจิตและกายที่ดี
- การจ้างงาน ขยายโอกาสด้านการทำงานในอนาคต
- การมีส่วนร่วม รับประกันการมีส่วนร่วมของเยาวชนอย่างมีความหมาย
- สิ่งแวดล้อม รับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ความปลอดภัย ป้องกันและตอบสนองต่อความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน
พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันให้มีผู้แทนเยาวชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกลไกของกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เสียงของคนรุ่นใหม่ได้รับการสนับสนุนและผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม



