วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

'ปกรณ์' ชู 7 แนวทางป้องกันการทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ แนะเพิ่มโทษหนักขึ้น สร้างเชื่อมั่นประเทศ

ปกรณ์ เผย 7 แนวทางป้องกันการทุจริตสอบข้าราชการภาครัฐ มองเป็นมะเร็งร้ายทำลายความเชื่อมั่นประเทศ แนะใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนักขึ้น

KEY POINTS

  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอ 7 แนวทางป้องกันการทุจริตสอบเข้ารับราชการ โดยชี้ว่าเป็นปัญหาที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นและยังไม่มีกฎหมายจัดการโดยตรง
  • เสนอให้กำหนดการทุจริตในการสอบเป็นความผิดทางอาญาโดยเฉพาะ และให้หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ป.ป.ง. มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวน
  • ผู้กระทำผิดจะถูกตัดสิทธิ์เข้ารับราชการตลอดไป และหากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้วจะถูกไล่ออกพร้อมเพิ่มโทษหนักขึ้นอีกเท่าหนึ่ง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่าการสอบเข้ารับราชการ การทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นในระบบราชการ ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายจัดการเรื่องนี้โดยตรง

นายปกรณ์ ระบุว่า จะดีไหมถ้าจะมีกฎหมายกำหนดความผิดในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ โดยมีเหตุผลดังนี้โดยที่ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐมีหน้าที่และอำนาจในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดิน ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐจึงต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง และมีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่  การคัดกรองบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งหรือเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐทุกประเภทและทุกระดับจึงต้องเป็นกระบวนการที่มีคุณภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และปราศจากการทุจริตในทุกขั้นตอน เพื่อคัดกรองให้ได้คนเก่งและดีเข้ามาทำงานในหน่วยงานของรัฐ

อันจะทำให้การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส หากมีการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ ก็จะทำให้ได้คนทุจริตซึ่งไม่มีคุณภาพเข้ามาทำหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งย่อมบังเกิดผลเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติตามมา


อย่างไรก็ดี ปรากฏว่ามีการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐอยู่เนือง ๆ โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ หลายกรณีมีการกระทำกันเป็นขบวนการ มีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ สมควรกำหนดให้มีความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อมิให้เกิดการกระทำความผิดอันมีผลต่อเนื่องที่ร้ายแรงต่อประเทศชาติในระยะยาวเช่นนี้ขึ้น 

ส่วนสาระสำคัญคือ
1. กำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือการเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นความผิดอาญา


2.ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
​​
3.เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม 2 ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
 

4.ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวน แล้วแต่กรณี ดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว 
 

5.เมื่อมีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตาม 4 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการให้มีการสอบบรรจุมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการสอบบรรจุไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวน แล้วแต่กรณี จะมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวนสอบสวน

6.ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ และให้ตัดสิทธิเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง 

และ 7.ในกรณีผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ให้ไล่ออกจากราชการ และต้องรับโทษหนักขึ้นอีกเท่าหนึ่ง