วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

กยท.ชง 'โครงการปลูกยาง 1 ล้านไร่' เหนือ-อีสาน แก้เผาซ้ำซาก ลด PM 2.5 ขับเคลื่อน ศก.คาร์บอนต่ำ

กยท.เสนอ ก.เกษตรฯ ขับเคลื่อนโครงการปลูกยางพาราในพื้นที่ใหม่ 1 ล้านไร่ ระยะ 5 ปี ยกระดับพื้นที่เกษตร เหนือ-อีสาน ลดเผาซ้ำซาก แก้ฝุ่น PM 2.5 สู่สวนยางผสมผสาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยท.ได้เสนอ “โครงการยกระดับพื้นที่เกษตรกรรมเผาซ้ำซาก สู่สวนยางพาราผสมผสาน เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นประธาน เพื่อผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

โดยมุ่งลดแหล่งกำเนิดฝุ่นจากต้นทาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนแก่เกษตรกรอีกด้วย

​สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นการปลูกสร้างสวนยางในพื้นที่แห่งใหม่ 1 ล้านไร่ โดยถอดบทเรียนจากโครงการปลูกยางล้านไร่ เมื่อปี 2547 มาประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนกล้ายางพันธุ์ดีที่จะต้องใช้ถึง 90 ล้านต้น ในคราวเดียว กยท.จึงได้วางแผนดำเนินโครงการเป็น 5 ระยะ ๆ ละ 2 แสนไร่ต่อปี รวมระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งหมด 5 ปี โดยจะใช้ยางพันธุ์ดี คือ พันธุ์ RRIT 3904 ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงถึง 400 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี กยท.ชง 'โครงการปลูกยาง 1 ล้านไร่' เหนือ-อีสาน แก้เผาซ้ำซาก ลด PM 2.5 ขับเคลื่อน ศก.คาร์บอนต่ำ

ในระยะแรกจะเน้นส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่่ที่พบจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียมจำนวนมากก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ในภาคเหนือ และภาคอีสาน ที่ปลูกพืชไร่

เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น เพราะในการปลูกพืชไร่ใหม่ทุกครั้งจะมีการเผาเศษซากพืช วัชพืช ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ให้ปรับเปลี่ยนมาปลูกยางพารา ซึ่งเป็นพืชยืนต้นที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงทดแทน หลังจากนั้น จะขยายไปในพื้นที่อื่นๆ ที่มีปัญหาฝุ่น PM 2.5  

โดยจะบูรณาการประสานการทำงานร่วมกับกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมพัฒนาที่ดิน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการส่งเสริมการปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ ทดแทนพืชไร่ พร้อมส่งเสริมการจัดทำสวนยางคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ปลูกยางใหม่ดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของสวนยางพาราอีกทางหนึ่งด้วย 


กยท.ชง 'โครงการปลูกยาง 1 ล้านไร่' เหนือ-อีสาน แก้เผาซ้ำซาก ลด PM 2.5 ขับเคลื่อน ศก.คาร์บอนต่ำ

นายดิษฐเดช ระบุว่า เงื่อนไขในการร่วมโครงการฯ ในเบื้องต้นจะต้องเป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยจะต้องเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ หรือที่ดินที่รัฐอนุญาตให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ภายใต้นโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งสามารถเข้าร่วมโครงการได้ 2-10 ไร่ ต่อเกษตรกร 1 ราย และกยท.จะสนับสนุนช่วยเหลือค่าใช้จ่าย ในรูปแบบของปุ๋ยเคมี ยางพันธุ์ดี และองค์ความรู้ในการทำสวนยางที่ถูกต้องต้องตามหลักวิชาการ โดยทยอยจ่ายตั้งแต่ปีที่ 1-3

โดยเกษตรกรจะต้องร่วมลงทุน ในส่วนของแรงงานตนเอง ในการเตรียมดิน ขุดหลุมปลูก จัดหาพืชร่วม/พืชแซมระบบ"วนเกษตร" และการดูแลรักษาสวนยาง รวมถึงออกทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ในปีที่ 4-7 (เปิดกรีด)

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเลือกรูปแบบการทำสวนยางด้วยการปลูกยางพันธุ์ดีอย่างเดียว หรือการทำสวนยางแบบผสมผสาน คือการปลูกยางพันธุ์ดีร่วมกับพืชชนิดอื่นๆ ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น กาแฟ โกโก้ เป็นต้น หรือจะเลี้ยงปศุสัตว์ ทำประมง ก็ได้เช่นกัน

​นอกจากนี้ กยท.ยังจะส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริมในสวนยางด้วย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ระหว่างที่รอต้นยางเจริญเติบโตและเปิดกรีดได้ ซึ่งอาจจะปลูกพืชไร่ที่เกษตรกรมีความชำนาญควบคู่ไปกับการปลูกยางในช่วงเริ่มต้นก็ได้เช่นกัน แต่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการกำจัดเศษซากพืชเป็นการเอาไปทำปุ๋ยแทนการเผา เนื่องจากจะไปกระทบกับการเจริญเติบโตของยางพารา

เมื่อเกษตรกรปลูกยางแล้ว สามารถขอขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรชาวสวนยางกับ กยท.ได้ จะได้รับสิทธิในการขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนายางพารา ในส่วนของการประกอบอาชีพเสริมอีกด้วย​

ขณะนี้โครงการปลูกสร้างสวนยางในพื้นที่แห่งใหม่ 1 ล้านไร่ อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงเกษตรฯ หากได้รับความเห็นชอบ กยท.พร้อมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางเพิ่มขึ้นอีกปีละ 2 แสนไร่ มีผลผลิตยางเพิ่มขึ้นอีกปีละ 80,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดภาวะยางล้นตลาดอย่างแน่นอน และนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังจะช่วยเสริมศักยภาพการเป็นผู้นำด้านยางพาราของประเทศไทยอีกด้วย 

รองผู้ว่าการ ด้านปฏิบัติการ กยท.กล่าวต่อว่า คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ยางของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 2% จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้อยู่ราว 15 ล้านตันต่อปี ซึ่งสูงกว่าปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้

ขณะที่หลายประเทศผู้ผลิตยางมีพื้นที่ปลูกยางลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันหรือพืชอื่นเพิ่มขึ้น ประกอบกับการระบาดของโรคใบจุดกลมที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตยาง 

สำหรับประเทศไทย พบว่า 4 ปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 19 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 15 ล้านไร่ มีเพียงประเทศโกตดิวัวร์เท่านั้น ที่มีพื้นที่ปลูก และผลผลิตยางเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยยังคงรักษาสถานะผู้ส่งออกยางรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยปริมาณการส่งออกเฉลี่ย 4.8-5.0 ล้านตันต่อปี

กยท.ชง 'โครงการปลูกยาง 1 ล้านไร่' เหนือ-อีสาน แก้เผาซ้ำซาก ลด PM 2.5 ขับเคลื่อน ศก.คาร์บอนต่ำ