ความจริง! ทำไม 'วิกฤตหนัก' ขาดแคลนศัลยแพทย์เฉพาะทางผ่าตัดมะเร็งท่อน้ำดี ทั้งประเทศมีแค่ 90 คน หมอโรงพยาบาลโอดผ่าตัดมหาโหดยาวนาน
เปิดข้อมูลความจริง! ทำไม 'วิกฤตหนัก' ขาดแคลน ศัลยแพทย์เฉพาะทางผ่าตัดมะเร็งท่อน้ำดี ทั้งประเทศมีแค่ 90 คน หมอโอดผ่าตัดมหาโหดยาวนาน 12 ชั่วโมง
สถานการณ์"โรคมะเร็งท่อน้ำดี" ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ซึ่งยังคงเป็นวิกฤตสาธารณสุขที่น่าสะพรึงกลัวและเปรียบเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15-25 ปี ที่พบสถิติการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการบริโภคอาหารดิบและปลาร้าดิบในส้มตำพุ่งสูงอย่างน่าตกใจ ซึ่งกลุ่มนี้เสี่ยงกลายเป็นผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีรายใหม่ในอีก 15-20 ปีข้างหน้า
ผศ.ดร.นพ.อรรถพล ติตะปัญ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของ ระบบสาธารณสุขไทย โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีรายใหม่สูงถึงประมาณ 20,000 คนต่อปี แต่ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยเพียง 20% หรือประมาณ 2,000 คนเท่านั้นที่อยู่ในระยะเริ่มต้นและร่างกายแข็งแรงพอจะเข้ารับการผ่าตัดได้
ส่วนที่เหลืออีกกว่า 80% ต้องเผชิญหน้ากับความตายเนื่องจากโรคลุกลามเข้าสู่ระยะแพร่กระจายแล้ว
แฉขาดแคลนศัลยแพทย์ขั้นวิกฤต หมออีสานไม่ถึง 20 คน
ผศ.ดร.นพ.อรรถพล ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่เป็นคอขวดในการรักษาคือ "การขาดแคลนศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอนุสาขาผ่าตัดตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อนอย่างรุนแรง" เนื่องจากโรคนี้มีความซับซ้อนสูงมาก ไม่ใช่ศัลยแพทย์ทั่วไปทุกคนจะสามารถผ่าตัดได้
ปัจจุบันทั่วประเทศไทยมีศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านนี้เพียง 90 กว่าคนเท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้ 30-40% กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ขณะที่ภาคอีสานซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้ป่วยหนาแน่นที่สุด กลับมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ไม่ถึง 20 คน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มีแพทย์เฉพาะทางด้านนี้เพียง 9 ท่าน แต่ต้องรองรับเคสผ่าตัดมะเร็งท่อน้ำดีเฉลี่ยสูงถึง 200 เคสต่อปี ซึ่งถือเป็นภาระงานที่หนักหน่วงและสะท้อนว่ากำลังคนฝั่งแพทย์ยังขาดแคลนไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วย
เหตุผลความโหดในห้องผ่าตัด หมอยืนมาราธอน 12 ชม.
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเล่าถึงเบื้องหลังความยากลำบากในห้องผ่าตัดว่า โรคนี้เป็นงานที่เหนื่อยและยุ่งยากมาก
- การผ่าตัดในเคสที่ก้อนมะเร็งอยู่บริเวณขั้วตับ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นเลือดและท่อน้ำดีสำคัญ ถือเป็นงานหินระดับห้าดาว
- แพทย์ต้องทำการเลาะและตัดต่อทางเดินน้ำดีรวมถึงเส้นเลือดใหม่ทั้งหมด มาตรฐานเวลาในการผ่าตัดจะเริ่มต้นที่ 5 ชั่วโมงขึ้นไป
- ในเคสที่ยากและซับซ้อนมากๆ ศัลยแพทย์ต้องยืนปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องยาวนานถึง 10-12 ชั่วโมง โดยแทบไม่ได้พัก
ชะตากรรมผู้ป่วย ตรวจพบช้า "ผ่าก็ตาย ไม่ผ่าก็ตาย"
เมื่อเปิดสถิติโอกาสรอดชีวิต ผศ.ดร.นพ.อรรถพล ยอมรับตามตรงว่าในอดีต (ราว 30 ปีก่อน) หากผู้ป่วยเดินมาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง โอกาสรอดชีวิตเกิน 1 ปี มีเพียง 15% และมักเสียชีวิตภายใน 3 เดือนหลังผ่าตัด จนยุคนั้นเกิดความเชื่อสิ้นหวังว่า "ผ่าก็ตาย ไม่ผ่าก็ตาย ผ่าทำไมให้เสียเงิน"
แม้ในปัจจุบันวิทยาการจะก้าวหน้าจนทำให้กลุ่มที่ตรวจพบไวและผ่าตัดได้มีโอกาสรอดเกิน 5 ปี (หายขาด) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50% แต่หากผู้ป่วยปล่อยปละละเลยจนโรคเข้าสู่ระยะท้ายๆ (ระยะที่ 3-4) โอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำก็สูงมาก และในรายที่ไม่สามารถผ่าตัดได้เลย จะมีชีวิตอยู่ต่อได้เพียง 3 ถึง 8 เดือนเท่านั้น โดยต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ทั้งอาการปวด ท่อน้ำดีติดเชื้อ และทานอาหารไม่ได้
ต้นทุนค่าใช้จ่ายหลักแสน กระทบสถานะครอบครัว
ในแง่ของเศรษฐกิจและการรักษาพยาบาล ต้นทุนจริงที่โรงพยาบาลใช้ในการผ่าตัดมะเร็งท่อน้ำดีต่อเคสสูงถึง "แสนกว่าบาท" แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถใช้สิทธิ์ขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือสิทธิ์ข้าราชการ ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าผ่าตัดเอง แต่ในความเป็นจริง ครอบครัวของผู้ป่วยยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ อีกจำนวนมาก
ตลอดระยะเวลาที่ล้มป่วย เช่น ค่าเดินทางมาโรงพยาบาล ค่าสูญเสียรายได้จากการที่ต้องมีคนในครอบครัวหยุดงานมาคอยดูแล รวมถึงยารักษาโรคบางประเภท เช่น ยามุ่งเป้า หรือยาภูมิคุ้มกันบำบัดในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถเบิกได้ ทำให้คนไข้ต้องควักเงินกระเป๋าตัวเอง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ฐานะทางการเงินของครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวทิ้งท้ายอย่างห่วงใยว่า หนทางเดียวที่จะหยุดวงจรอุบาทว์นี้ได้คือ การป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุด้วยการเลิกกินปลาดิบและปลาร้าดิบเด็ดขาด และสำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ควรตระหนักและเข้ารับการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับผ่านชุดตรวจปัสสาวะ (OV-ATK) หรืออัลตราซาวด์ช่องท้องปีละครั้งตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อให้สามารถตรวจเจอโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งมีโอกาสผ่าตัดรักษาหายขาดได้ ดีกว่าการปล่อยให้สายเกินแก้จนกลายเป็นการนับถอยหลังสู่ความสูญเสีย
ข้อมูลและภาพ มข. และทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจ


