วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กยท.เตือน 4 จังหวัดใต้ ระวัง 'โรคใบจุดกลม' สวนยาง เสี่ยงผลผลิตลด 30-40%

กยท.เตือนเกษตรกร 4 จังหวัดชายแดนใต้ เฝ้าระวัง "โรคใบจุดกลม" ในสวนยางพารา ฤดูฝน เสี่ยงผลผลิตลด 30-40% แนะรับมือสถานการณ์เอลนีโญ

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตือนเกษตรกรสวนยางพาราถึงสถานการณ์โรคใบจุดกลมช่วงฤดูฝน และสถานการณ์เอลนีโญ โดย​นายโกศล บุญคง รักษาการแทน ผู้ว่าการ กยท.กล่าวว่า ขณะนี้ เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน กยท.ขอให้เฝ้าระวัง การแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลมในสวนยางเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และสงขลา เพราะหากมีการระบาด จะส่งผลให้ผลผลิตในพื้นที่นั้นๆ หายไปถึง 30-40%  

อาจส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยาง เกษตรกรต้องบำรุงดูแลรักษาต้นยางให้ดี เพื่อสามารถเปิดกรีดยางสร้างรายได้ สร้างความมั่นคงใหักับครอบครัวได้

"ในช่วงฤดูฝน เกษตรกรควรเพิ่มความถี่ในการสำรวจสวนยาง เฝ้าระวังและติดตามการเกิดโรคใบจุดกลมอย่างใกล้ชิด หากฝนตกต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ชั่วโมง/วัน ติดต่อกัน 3 วัน อากาศชื้นมาก อบอ้าว ไม่มีแดด ใบยางเปียกชื้นนานต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง/วัน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียส จะเป็นสัญญาณเตือน การเกิดโรคระบาดดังกล่าวในสวนยางได้"  

กยท.เตือน 4 จังหวัดใต้ ระวัง 'โรคใบจุดกลม' สวนยาง เสี่ยงผลผลิตลด 30-40%

รักษาการผู้ว่า กยท. แนะนำว่า ช่วงต้นฤดูฝน ต้องใส่ปุ๋ยบำรุง ตามค่าวิเคราะห์ที่เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของยาง ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำปลาหมอคางดำ-ปุ๋ยอินทรีย์น้ำน้ำนมดิบ เพื่อทำให้ดินร่วนซุย ไม่แข็งกระด้าง ต้นยางจะได้แข็งแรง ให้น้ำยางเพิ่มขึ้น สามารถสร้างใบทดแทนใบยางที่ร่วงได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญอย่าปล่อยให้สวนยางรก ดูแลกำจัดวัชพืชในสวนยางให้โล่งเตียนอยู่เสมอ เพราะนอกจากวัชพืชจะมาแย่งปุ๋ย แย่งธาตุอาหาร ทำให้ยางผลผลิตต่ำแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคใบจุดกลม เนื่องจากเชื้อราที่เป็นสาเหตุ สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในพืชยืนต้น ไม้ป่า วัชพืช พืชผัก จนถึงพืชขนาดเล็ก เช่น หญ้ารีแพร์ เฟิร์น เป็นต้น

นอกจากนี้ เกษตรกรควรกำจัดต้นยางที่ไม่สมบูรณ์ในแปลงยางออก เพื่อลดแหล่งสะสมและขยายพันธุ์ของเชื้อไปด้วย
​
สำหรับต้นยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลม หลังจากใบร่วงแล้ว แนะนำให้หว่านปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต หรือกำมะถันผง เพื่อยับยั้งการสร้างสปอร์ของเชื้อรา และใช้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ช่วยย่อยสลายใบยางที่เป็นโรค

ส่วนพันธุ์ยางและพันธุ์พืชอื่นๆ จากแหล่งระบาดของโรค ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราทุกๆ 3-5 วัน ไม่น้อยกว่า 3 ครั้งก่อนเคลื่อนย้าย หากพบโรคในแปลงขยายพันธุ์ยาง ให้กำจัดใบหรือกิ่งอ่อนที่เป็นโรค โดยฝังหรือเผาในภาชนะปิด และฉีดพ่นสารเคมี เช่น ไซโปรโคนาโซล โปรปิโคนาโซล ไดฟิโนโคนาโซล เฮกซะโคนาโซล เป็นต้น

ส่วนแปลงปลูก ให้ฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มไตรอะโซล โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสม และสะดวกในการฉีดพ่น เพื่อป้องกันและควบคุมโรค ตั้งแต่ต้นฤดูฝนทุกๆ 15-30 วัน หรือเมื่อเริ่มพบโรคในแปลง 

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสอบถามรายละเอียดในการดูแลรักษาและป้องกันโรคใบจุดกลมดังกล่าว ได้ที่หน่วยงานของ กยท.ในพื้นที่นั้นๆ

กยท.เตือน 4 จังหวัดใต้ ระวัง 'โรคใบจุดกลม' สวนยาง เสี่ยงผลผลิตลด 30-40%

รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากใบจุดกลมแล้ว เกษตรกรชาวสวนยางจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือสภาวะเอลนีโญด้วย ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้รายงานว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโญแล้ว คาดว่ายังคงทรงตัวต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนี้ และต้นปีหน้า ถือเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนมาก ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 

ดังนั้น เกษตรกรต้องวางแผนเตรียมแหล่งน้ำสำรองสำหรับยางพารา และพืชอื่นๆ ที่ปลูกแซมในสวนยาง มีแหล่งกักเก็บน้ำจะต้องกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปใช้ในช่วงฤดูแล้ง ป้องกันสวนยางขาดน้ำ

​อย่างไรก็ตาม สภาวะเอลนีโญดังกล่าว เป็นปัจจัยเสริมที่ส่งผลต่อราคายาง โดยคาดการณ์ว่า ราคายางพาราจะปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลในเรื่องสภาวะเอลนีโญ ยางพาราอาจให้ผลผลิตลดลง จึงทำให้ผู้ซื้อยางเร่งสั่งซื้อ และเก็บสต็อกยางสำรองไว้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ประเมินว่า สภาวะเอลนีโญอาจทำให้ปริมาณส่งออกยางพาราไทยในปี 2569 ลดลงประมาณ 5% หรือหากแล้งรุนแรง อาจลดลงถึง 10% ในขณะที่ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมา ชดเชยผลผลิตที่ลดลงได้ 

ปัจจุบันราคายางค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มที่ดี ล่าสุด ราคาน้ำยางสด ประมาณ 84-87 บาท/กิโลกรัม ยางแผ่นดิบราคาประมาณ 84-88 บาท/กิโลกรัม และยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาประมาณ 92-95 บาท/กิโลกรัม

ทั้งนี้ ราคายางในขณะนี้ ได้ปรับขึ้นแรงมาก ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ขึ้นไปแตะ 95 บาทแล้ว เพราะตลาดกลัวยางขาดแคลน และยางสังเคราะห์ยังมีแพงขึ้นตามราคาน้ำมันอีกด้วย ดังนั้น ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในปีนี้มีความเป็นไปได้ที่จะมีราคาทะลุ 100 บาท/กิโลกรัม