ตรวจสอบ 30,000 บริษัท มีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติกว่า 11,000 บริษัท เช็กด่วนพบว่ามีกลุ่มเสี่ยงเข้าข่ายนอมินี
อัปเดต ตรวจสอบ 30,000 บริษัท มีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ กว่า 11,000 บริษัท เช็กด่วน พบว่า มีกลุ่มเสี่ยงเข้าข่ายนอมินี ด้านรอง ผบ.ตร. นำทีมลุยป่าตอง กวาดล้าง “นอมินีต่างด้าว” ย้ำทำธุรกิจต้องถูกกฎหมาย
วันนี้ เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานบูรณาการกำลังเข้าตรวจค้นสถานประกอบการในพื้นที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ตามหมายค้นของศาลจังหวัดภูเก็ต เพื่อขยายผลตรวจสอบการประกอบธุรกิจที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) ให้แก่ชาวต่างชาติ
โดยเป้าหมายการตรวจสอบครอบคลุมโรงแรม ธุรกิจรถเช่า บริษัททัวร์ ร้านอาหาร และกิจการที่เกี่ยวข้อง
การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6
หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายธนวัฒน์ พัศดารักษ์ และนายไตรรัตน์ เทพบริรักษ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน ตลอดจนผู้แทนจากฝ่ายปกครอง สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานที่ดินจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ด้าน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการปราบปรามขบวนการนอมินีและการถือครองทรัพย์สินโดยมิชอบ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องในหลายจังหวัด
โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญที่มีความเสี่ยงสูง สำหรับข้อมูลการตรวจสอบในจังหวัดภูเก็ต พบว่ามี นิติบุคคลจดทะเบียนกว่า 30,000 บริษัท และมีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติกว่า 11,000 บริษัท
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า มีกลุ่มเสี่ยงเข้าข่ายนอมินีจำนวนกว่า 600 บริษัท โดยในระยะแรกได้คัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย และดำเนินการทางกฎหมาย รวมถึงมีการออกหมายเรียกและหมายจับในหลายคดีเพื่อขยายผล
ด้านการตรวจสอบการถือครองที่ดิน พบความเชื่อมโยงกับการใช้คนไทยถือครองแทนหรือการจัดโครงสร้างธุรกิจที่อาจขัดต่อกฎหมาย โดยในพื้นที่ 3 จังหวัด ในพื้นที่ภูเก็ต–กระบี่–พังงา สามารถตรวจยึดหรืออยู่ระหว่างการดำเนินคดีเกี่ยวกับที่ดินรวมกว่า 46 ไร่ มูลค่ากว่า 1,053 ล้านบาท
ขณะที่เฉพาะจังหวัดภูเก็ตเกี่ยวข้องกับที่ดินประมาณ 15 ไร่ 13 ตารางวา เจ้าหน้าที่ย้ำว่า การบูรณาการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งปิดกั้นการลงทุนของชาวต่างชาติ แต่ต้องการสร้างความเป็นธรรมและให้การประกอบธุรกิจเป็นไปตามกฎหมาย โดยมีทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมที่ดินร่วมให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางที่ถูกต้อง
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงบริษัทกฎหมาย บริษัทบัญชี และผู้ให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ไม่ให้แนะนำหรือชี้ช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือจัดตั้งนอมินีแทนชาวต่างชาติ โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมายธุรกิจการค้าและกฎหมายที่ดิน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ
ข้อมูลและภาพ ปชส.ภูเก็ต


