ครม. ไฟเขียวเพิ่มงบ 19.2 ล้าน พร้อมขยายเวลาโครงการระบบส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ จ.ระยอง ถึงปี 70 หลังติดปัญหาแนวท่อทับซ้อนทางหลวง ปรับแผนใช้เทคนิคเจาะลอดลดรถติด
ครม. มีมติอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินอีก 19.20 ล้านบาท พร้อมขยายเวลาโครงการก่อสร้างระบบส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ - ฝายบ้านค่าย จ.ระยอง ไปจนถึงปี 2570 หลังติดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางหลวง ต้องเปลี่ยนวิธีวางท่อเป็นแบบ "เจาะลอด" เพื่อลดผลกระทบจราจร
สรุปมติ ครม. ปรับเพิ่มงบและขยายเวลาโครงการฯ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ในการปรับเปลี่ยนรายละเอียดโครงการจ้างก่อสร้างระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ - ฝายบ้านค่าย ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ดังนี้
1. อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ - ฝายบ้านค่าย ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง จากวงเงินเดิม 840.00 ล้านบาท เป็น 859.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.20 ล้านบาท
2. อนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับรายการดังกล่าว จากเดิมปีงบประมาณ พ.ศ. 2566–2568 เป็น พ.ศ. 2566–2570
สาเหตุการปรับงบและล่าช้า : ติดเขตทางหลวงระยอง ต้องเปลี่ยนวิธีวางท่อ
โครงการนี้ได้รับอนุมัติจาก ครม. ครั้งแรกเมื่อปี 2565 ภายใต้โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน แต่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างประสบปัญหาสำคัญ คือ ผู้รับจ้างไม่สามารถใช้วิธีขุดเปิดหน้าดินเดิมเพื่อวางท่อส่งน้ำได้ เนื่องจากแนวท่อบางช่วงอยู่ในเขตทางหลวงระยอง ซึ่งมีการขยายช่องทางจราจรเต็มเขตทางแล้ว ทำให้ผู้รับจ้างต้องหยุดงานและขอสงวนสิทธิ์ขยายอายุสัญญา
ต่อมา กรมชลประทาน และแขวงทางหลวงระยอง ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบและมีมติร่วมกันให้ เปลี่ยนวิธีวางท่อส่งน้ำ จากแบบขุดเปิดหน้าดินเดิม เป็น "วิธีวางท่อแบบเจาะลอด" (Pipe Jacking) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ต้องตัดผิวถนน เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการจราจรสูง การปรับเปลี่ยนเทคนิคหน้างานในครั้งนี้ จึงส่งผลให้ปริมาณงานและราคาเพิ่มขึ้นจากวงเงินสัญญาเดิม
สศช. - สทนช. ไฟเขียว เร่งรัดกรมชลประทานให้เสร็จตามแผน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวย้ำว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้พิจารณาและเห็นชอบการดำเนินงานดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้
- ให้ กรมชลประทาน จัดทำแผนติดตามตรวจสอบและเร่งรัดการก่อสร้างส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
- เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นอีก
- เพื่อเร่งสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยเร็วที่สุด


