วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน 2569

Login
Login

'เบบี้แอนด์มัมฯ' จับมือ สวทช. เร่ง R&D ดึงนาโนเทคโนโลยี ต่อยอดนวัตกรรมสุขภาพสตรีเตรียมตั้งครรภ์

บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำจุดยืนการเป็นแบรนด์บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ผนึกความร่วมมือกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) “ผลักดันงานวิจัย” ควบคู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ พร้อมนำ “นาโนเทคโนโลยี” มายกระดับประสิทธิภาพการนำส่งสารสำคัญ พร้อมผลวิจัยประสิทธิภาพและความปลอดภัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับสุขภาพผู้หญิง การเตรียมตั้งครรภ์ และการดูแลสุขภาพระยะยาว

ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์ กรรมการบริหาร บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด และครูวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้งเพจ “BabyAndMom.co.th” คลังความรู้การเตรียมตั้งครรภ์ตามหลักวิทยาศาสตร์และงานวิจัยทางการแพทย์ เปิดเผยว่า บริษัทกำหนดแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ต้นน้ำ เนื่องจากกลุ่มผู้หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง เราจึงให้ความสำคัญกับข้อมูลวิจัยและการทดสอบจริง เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพและตอบโจทย์สุขภาพในเชิงลึก
โดยการร่วมมือกับ NANOTEC ครั้งนี้ มุ่งผลักดันงานวิจัยและการนำ “นาโนเทคโนโลยี”

มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพของสารสำคัญ โดยเพิ่มความคงตัวและการดูดซึม ถือเป็นการต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ที่ต้องการโซลูชันบนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พร้อมตอกย้ำบทบาทของเบบี้แอนด์มัมฯ ในฐานะผู้นำตลาดที่นำนาโนเทคโนโลยีเพื่อการนำส่งสารสำคัญในผลิตภัณฑ์สำหรับเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์

ด้าน ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรมแพลตฟอร์มสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยเพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (PhytoEX) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า ความร่วมมือกับภาคเอกชนถือเป็นภารกิจสำคัญของหน่วยงาน การที่เบบี้แอนด์มัมฯ ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านวิจัย และการทดสอบของผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการ PhytoEX Celebrity Accelerator Program เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงลึกสำหรับสุขภาพผู้หญิง

ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาที่ไม่ยึดเพียงข้อมูลของสารตั้งต้น แต่ต้องมีผลลัพธ์จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริงก่อนออกสู่ตลาด


ทั้งนี้ แนวทางความร่วมมือจะเริ่มจากการทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการและระดับเซลล์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของสารสำคัญและเทคโนโลยีการนำส่ง “Nano encapsulation” เทคโนโลยีการห่อหุ้มสารสำคัญไว้ในโครงสร้างขนาดเล็กระดับนาโน เพื่อช่วยคงคุณภาพของสารสำคัญและเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวม สรุปคือความแตกต่างขององค์ประกอบภายในและเทคโนโลยีการนำส่ง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สารสกัดชนิดเดียวกันอาจให้ผลลัพธ์ต่างกัน และการมีงานวิจัยรองรับจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น


“การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ จำเป็นต้องมีข้อมูลการทดสอบรองรับอย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการ ระดับเซลล์ และสัตว์ทดลอง ก่อนพัฒนาไปสู่การทดสอบในมนุษย์ เพื่อยืนยันทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย อย่างไรก็ตามการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือสารสกัดบางชนิด อาจไม่จำเป็นต้องรอผลการทดสอบในมนุษย์ให้เสร็จสิ้นก่อนวางจำหน่าย โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นสารจากสมุนไพรหรือสารที่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับด้านความปลอดภัย และสามารถใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ตามข้อกำหนดของ อย. จึงสามารถดำเนินการเปิดตัวสู่ตลาดควบคู่กับการวิจัยได้” ดร.ธวิน กล่าว

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ ทั้งสองฝ่ายยังเน้นย้ำถึง “พื้นฐานสุขภาพ” ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ โดยประกอบด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การนอนหลับที่มีคุณภาพ การจัดการความเครียด และการรับประทานอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของการดูแลสุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ในระยะต่อไป

ในส่วนของการบริโภคอาหารเสริม ดร.ธวินให้ข้อมูลว่า ประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจาก “ขนาดที่มีผลจริงตามงานวิจัย (Effective dose)” เทคโนโลยีการนำส่ง และความเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ขณะที่ครูก้อยเสริมว่า ผู้บริโภคควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานของข้อมูลวิจัย และคำนึงถึงความต้องการเฉพาะบุคคลเป็นสำคัญ ซึ่งสามารถประเมินได้จากผลการตรวจสุขภาพ


“อาหารเสริมไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวเติมเต็มในส่วนที่ร่างกายได้รับไม่เพียงพอ การเลือกใช้จึงควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลสุขภาพและความจำเป็น” ครูก้อยกล่าว

ความร่วมมือระหว่างเบบี้แอนด์มัมฯ และ สวทช. ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของเบบี้แอนด์มัมฯ ในฐานะแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และชี้ทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานในระยะยาว โดยบริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงและผู้ที่เตรียมตั้งครรภ์บนพื้นฐานของงานวิจัยที่ตรวจสอบได้ ควบคู่ทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย พร้อมยึดหลักให้ทุกผลิตภัณฑ์มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน และเดินหน้าผลักดันงานวิจัยควบคู่การพัฒนาในทุกผลิตภัณฑ์ ครูก้อย กล่าว